PReMA Projects & Activities
  print 
  โรคเอดส์ ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม Bookmark and Share

วันเสาร์ที่ 1 ธค. เวลา 14:15 – 14:30 น. ทางวิทยุ จ.ส. 100  

      

รายการ :    “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ”

ออกอากาศทาง : สถานีวิทยุ จส. 100 (FM 100 MHz.)
วัน และ เวลาออกอากาศ : วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม 2555 เวลา 14:15 น. – 14:30 น.

นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์

ที่ปรึกษาสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย

โรคเอดส์ ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม

       เนื่องจากในวันที่ 1 ธันวาคม ได้ถูกกำหนดให้เป็นวันเอดส์โลก สำหรับรายการ “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ” ช่วงสุขภาพดีกับพรีม่าในครั้งนี้ ได้พูดคุยกับ นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ ที่ปรึกษาสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย เกี่ยวกับสถานการณ์ของโรคเอดส์ในประเทศไทย ปัญหาสารณสุขที่ไม่ควรมองข้าม

สถานการณ์ของโรคเอดส์ในประเทศไทย

       นับตั้งแต่มีรายงานผู้ป่วยโรคเอดส์รายแรกในประเทศไทยเมื่อ 28 ปีที่แล้ว ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยโรคเอดส์ประมาณ 1.1 ล้านราย โดยเสียชีวิตไปแล้วประมาณ 6 แสนราย และยังมีชีวิตอยู่อีกประมาณ 5 แสนราย ในจำนวนนี้รู้ตัวว่าติดเชื้อและเข้ารับการรักษาประมาณ 2 แสนราย แต่อีก 3 แสนรายไม่รู้ตัวและไม่ได้เข้ารับการรักษา ซึ่งหมายถึงในจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวี 10 ราย 4 รายจะทราบว่าตนเองติดเชื้อ ส่วนอีก 6 รายจะไม่ทราบ ซึ่งคนในกลุ่มหลังนี้เองที่จะแพร่เชื้อให้คนอื่นต่อไปอีกเรื่อย ๆ
       นอกจากจำนวนผู้ป่วยสะสม ประเทศไทยยังพบผู้ติดเชื้อรายเอชไอวีใหม่อีกปีละประมาณ 12,000 ราย อย่างไรก็ตามถือว่าเป็นตัวเลขที่ลดลงมากจากในช่วงแรกที่มีการระบาดของโรคเอดส์ในประเทศไทย โดยในช่วงแรกประเทสไทยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ถึง 1 แสนรายต่อปี
       สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มชายรักชาย และกลุ่มผู้ติดยาเสพติดที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน โดยกลุ่มวัยรุ่นที่ติดเอชไอวี มักจะเริ่มติดเชื้อในช่วงอายุ 13 – 15 ปี ซึ่งกว่าจะแสดงอาการป่วยของโรคเอดส์เต็มขั้น ต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 7 ปี หมายถึงผู้ติดเชื้อกลุ่มนี้จะแสดงอาการเมื่ออายุ 20 – 22 ปี ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ช่วงวัยทำงานแล้ว

ชายรักชาย อีกกลุ่มที่ต้องระวัง

       สำหรับกลุ่มชายรักชายมักมีคู่นอนหลายคน และเนื่องจากไม่ต้องกลัวการตั้งครรภ์ บางรายจึงไม่ใช้ถุงยางอนามัย หรือบางรายอาจจะใช้ แต่ก็ใช้ผิดวิธี โดยแทนที่จะใช้เจลหล่อลื่น กลับใช้โลชั่นทาผิวมาทาที่ถุงยางอนามัย ส่งผลให้ถุงยางอนามัยแตกหรือฉีกขาดง่าย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้สามารถติดเชื้อเอชไอวีได้

วิวัฒนาการในการรักษาโรคเอดส์

       ปัจจุบันการรักษาโรคเอดส์นับได้ว่าดีขึ้นจากในอดีตเป็นอย่างมาก จากในยุคแรก ๆ ที่ไม่มียารักษา ต่อมาก็เริ่มมียารักษา 1 ขนาน และเพิ่มมาเป็น 2 ขนาน และ 3 ขนานในที่สุด โดยในประเทศไทย ผู้ป่วยบัตรทองสามารถใช้ยาชนิด 3 ขนานได้ตั้งแต่เมื่อ 11 ปีที่แล้ว ส่วนระบบสวัสดิการข้าราชการและระบบประกันสังคมก็ให้สิทธินี้แก่ผู้ป่วยเช่นกัน ดังนั้นผู้ป่วยทุกคนจึงสามารถเข้าถึงยาได้ นอกจากนั้นยาชนิด 3 ขนานสูตรแรกยังมีราคาถูกลงมาก จากเดิมที่มีราคา 30,000 – 40,000 ต่อการใช้ 1 เดือน ก็ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 700 บาทต่อการใช้ 1 เดือนเท่านั้น และในอนาคตราคาก็อาจจะลดลงมาอีก โดยอาจจะเหลือเพียงไม่ถึง 300 บาทต่อการใช้ 1 เดือนเท่านั้น
       ปัจจุบันหากผู้ป่วยติดเชื้อและเริ่มรักษาด้วยยาชนิด 3 ขนาน สูตรแรกตอนอายุ 25 ปี ผู้ป่วยก็สามารถจะมีอายุต่อไปได้อีกถึง 50 ปี หากรับประทานยาให้ครบและรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด 

สถานการณ์การดื้อยาของผู้ป่วยเอดส์

       เมื่อใดก็ตามที่มีการใช้ยามากขึ้นและผู้ป่วยมีพฤติกรรมลืมรับประทานยาหรือหยุดรับประทานยา ก็จะก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา ซึ่งในรายที่ใช้เคยใช้ยาชนิด 3 ขนานสูตที่ 1 ได้ผล ก็ต้องหันไปรับประทานยาสูตรที่ 2 และ 3 ซึ่งมีราคาสูงขึ้น โดยการใช้ยาสูตรที่ 3 ผู้ป่วยก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเองอีกด้วย และเมื่อเกิดเชื้อดื้อยาขึ้นมาแล้ว ก็จะมีการแพร่เชื้อต่อไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นในอนาคตเชื้อดื้อยาก็จะกลายเป็นปัญหาของประเทศไทยด้วย

นวัตกรรมใหม่ ๆ ในการรักษาโรคเอดส์

       วงการแพทย์ได้มีความพยายามคิดค้นวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีมานานนับ 20 ปีแล้ว และปัจจุบันก็มีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุดวัคซีนที่มีการทดลองในประเทศไทยมีประสิทธิภาพในการลดการติดเชื้อได้ถึงร้อยละ 30 อย่างไรก็ตามก็ยังไม่ดีพอที่จะนำมาใช้กับคนทั่วไป เพราะฉะนั้นปัจจุบันจึงยังต้องอาศัยวิธีการป้องกันตนเองเป็นหลัก ซึ่งนับเป็นวิธีการที่ดีที่สุด

มุมมองต่อผู้ป่วยโรคเอดส์ในประเทศไทย

       ปัจจุบันหลาย ๆ หน่วยงานได้ออกมารณรงค์ว่าผู้ป่วยเอดส์ก็สามารถทำงานหรือใช้ชีวิตตามปรกติได้ ทั้งนี้เนื่องจากผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีก็เหมือนกับผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ตับอักเสบซี และนับได้ว่าเป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องรับประทานยาตลอดชีวิตเช่นเดียวกับผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ซึ่งถึงแม้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่ก็สามารถรักษาได้ นอกจากนั้นผู้ป่วยยังสามารถที่จะมีครอบครัวและมีบุตรได้เหมือนคนปรกติ โดยในมารดาที่รับประทานยาชนิด 3 ขนาน พบว่าแทบจะไม่มีโอกาสที่เชื้อเอชไอวีจะแพร่กระจายไปสู่บุตรเลย
       จากความเข้าใจผิดว่าโรคเอดส์หายไปแล้ว ทำให้ปัจจุบันยังคงพบผู้ป่วยเอดส์รายใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วโรคนี้ยังคงอยู่กับเรา เพราะฉะนั้นทุกคนก็ควรจะตระหนักและให้ความสำคัญในการป้องกันโรค โดยการใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ มีคู่นอนเพียงคนเดียว และไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน นอกจากนั้นผู้ที่มีเคยเพศสัมพันธ์แล้ว โดยเฉพาะในรายที่ยังไม่ป้องกัน ก็ควรจะไปตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวีด้วย จะได้ทราบว่าตนเองติดเชื้อหรือไม่ หากมีการติดเชื้อจะได้เข้ารับการรักษาตั้งแต่ต้น รวมทั้งไม่แพร่กระจายเชื้อไปให้คนอื่นต่อไปอีก

Back

Comment

Lumyuk Audio Clips

No flash player!

It looks like you don't have flash player installed. Click here to go to Macromedia download page.

PReMA on Twitter

PReMA on Facebook