PReMA Projects & Activities
  print 
  ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียกับการดูแลและควบคุม Bookmark and Share

วันเสาร์ที่ 21 เมษ. เวลา 14:15 – 14:30 น. ทางวิทยุ จ.ส. 100  

      

รายการ :    “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ”

ออกอากาศทาง : สถานีวิทยุ จส. 100 (FM 100 MHz.)
วัน และ เวลาออกอากาศ : วันเสาร์ที่ 21 เมษายน 2555 เวลา 14:15 น. – 14:30 น.

หทัยวุฒิ ลำเทียน

ผู้จัดการโครงการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียกับการดูแลและควบคุม

       สำหรับในคนปรกติ เมื่อมีอุบัติเหตุทำให้เกิดบาดแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ และมีเลือดไหลย่อมทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวด แต่ไม่นานแผลนั้นก็จะหายไป แต่ยังมีผู้ป่วยอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องทรมานกับอาการเลือดออกง่ายหยุดยาก หรือ โรคฮีโมฟีเลีย ซึ่งหากผู้ป่วยกลุ่มนี้มีอุบัติเหตุ หรือมีบาดแผลเกิดขึ้น พวกเขาไม่เพียงเจ็บปวดมากกว่าคนปกติ แต่นั่นอาจหมายถึงความพิการหรือความตายเลยทีเดียว และโรคนี้ก็เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด ต้องอาศัยการดูแลรักษาพยาบาลไปตลอดชีวิต ซึ่งต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก แต่ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีว่าในปัจจุบันกองทุนสุขภาพต่าง ๆ รวมทั้งหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้หันมาให้ความสนใจโรคนี้มากขึ้น ซึ่งรายการ “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ” ช่วงสุขภาพดีกับพรีม่าในครั้งนี้ เราจะไปพูดคุยกับ คุณหทัยวุฒิ ลำเทียน ผู้จัดการโครงการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เกี่ยวกับโรคฮีโมฟีเลียและการควบคุมดูแลโรคนี้

โรคฮีโมฟีเลียคือโรคอะไร?

       โรคฮีโมฟีเลียเป็นโรคทางพันธุกรรม ซึ่งผู้ป่วยจะมีเลือดออกง่ายแต่หยุดยาก เนื่องจากเลือดไม่แข็งตัวตามปรกติ และมักพบในเพศชาย เนื่องจากโรคนี้จะถ่ายทอดทางโครโมโซมของเพศหญิง ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

อาการของโรคฮีโมฟีเลีย

       สำหรับอาการของผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย มีความรุนแรง 3 ระดับ ขึ้นอยู่กับระดับแฟคเตอร์ที่อยู่ในร่างกาย หากผู้ป่วยมีระดับแฟคเตอร์อยู่ในร่างกายร้อยละ 15 – 25 จะมีอาการในระดับรุนแรงน้อย ผู้ป่วยจะมีอาการเลือดออกเฉพาะเวลามีบาดแผล แต่หากผู้ป่วยมีระดับแฟคเตอร์เหลืออยู่ร้อยละ 1 - 5 จะเป็นระดับรุนแรงปานกลาง ผู้ป่วยจะมีเลือดออกเมื่อได้รับการกระแทกรุนแรง และในระดับรุนแรงมาก ผู้ป่วยจะมีระดับแฟคเตอร์เหลืออยู่น้อยกว่าร้อยละ 1 ซึ่งเลือดจะออกได้เอง โดยในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมากจะเริ่มมีอาการเลือดออกเมื่ออายุประมาณ 9 เดือน หากมีอาการระดับปานกลาง จะพบอาการเลือดออกได้เมื่ออายุประมาณ 22 เดือน

อันตรายของโรคฮีโมฟีเลีย

       อาการที่สำคัญของโรคฮีโมฟีเลียคือเลือดจะออกในร่างกายได้เองและไหลไม่หยุด  หากเลือดออกในสมองก็อาจจะทำให้เสียชีวิตได้ หากเลือดออกในกล้ามเนื้อ ก็จะทำให้เจ็บปวดและเสียเลือด หากเลือดออกตามข้อ ก็จะทำให้ข้อบวม นอกจากนั้นผู้ป่วยยังอาจมีเลือดออกจากบาดแผลที่โดนของมีคม การฉีดยา มีเลือดออกในอวัยวะภายในร่างกายที่สำคัญ เช่นทางเดินอาหาร ระบบประสาท และเลือดออกในไขสันหลัง เลือดออกในเส้นประสาทส่วนปลายได้ด้วย

ฮีโมฟีเลีย...โรคทางพันธุกรรม

       โรคฮีโมฟีเลียเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมของเพศหญิง โดยเกิดจากการที่มีแม่เป็นพาหะนำโรค โดยบุตรที่เป็นเพศหญิงจะมีโอกาสเป็นพาหะร้อยละ 50 ส่วนในบุตรที่เป็นเพศชาย หากมีแม่เป็นพาหะจะมีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้ร้อยละ 50 ดังนั้นในแม่ที่เป็นพาหะ ควรจะมีบุตรที่เป็นเพศชาย เพราะจะได้ตัดวงจรการถ่ายทอดทางพันธุกรรม อย่างไรก็ตามบุตรชายคนนั้นก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคฮีโมฟีเลียด้วย แต่หากมีบุตรเพศหญิง บุตรก็จะสืบทอดพันธุกรรมนั้นและถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นต่อไป

การรักษาโรคฮีโมฟีเลีย

       วิธีการรักษาผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย คือการให้แฟคเตอร์ทดแทน โดยผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียที่พบมากคือชนิด A และ B โดยชนิด A ผู้ป่วยจะขาดแฟคเตอร์ 8 และชนิด B ผู้ป่วยจะขาดแฟคเตอร์ 9 ซึ่งหากพบว่าผู้ป่วยมีอาการป่วยชนิดใด การรักษาก็คือให้แฟคเตอร์ทดแทนชนิดนั้นแก่ผู้ป่วย
       สำหรับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ริเริ่มโครงการให้แฟคเตอร์ทดแทนแก่ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมาตั้งแต่พ.ศ.2549 โดยการนัดให้ผู้ป่วยมารับแฟคเตอร์ที่โรงพยาบาลและนำกลับใช้ไปที่บ้าน โดยไม่จำเป็นต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล

การดูแลผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียในประเทศไทย

       สำหรับผู้ป่วยฮีโมฟีเลียที่ลงทะเบียนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2549 - มีนาคม พ.ศ.2555 มีตัวเลขอยู่ที่ 1,191 ราย โดยผู้ป่วยที่ลงทะเบียนจะสามารถเข้ารับบริการการรักษาจากหน่วยบริการในโครงการ 74 แห่ง ซึ่งจะมีแพทย์เฉพาะทางประจำอยู่ และนอกจากการให้การรักษาแล้ว ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติยังตั้งแกนนำผู้ป่วยขึ้นเพื่อค้นหาผู้ป่วยในชุมชนและนำไปรับการวินิจฉัย รักษา รวมทั้งเข้าไปให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้แก่ผู้ป่วยในชุมชนด้วย

วิธีการป้องกันโรคฮีโมฟีเลีย

       หากพบมีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคฮีโมฟีเลียโดยเฉพาะเพศหญิง แน่นอนว่าครอบครัวนั้นจะต้องถ่ายทอดพันธุกรรมนั้นมาถึงรุ่นลูก เพราะฉะนั้นหากในรุ่นลูกวางแผนจะมีบุตร  ทางโรงพยาบาลก็จะต้องตรวจทางฝ่ายหญิงว่าเป็นพาหะนำโรคหรือไม่ หากพบว่าฝ่ายหญิงเป็นพาหะ แพทย์ก็จะให้คำคำแนะนำว่าควรมีบุตรเป็นเพศชาย เพื่อตัดวงจรการถ่ายทอดโรคนั้นต่อไป

Back

Comment

Lumyuk Audio Clips

No flash player!

It looks like you don't have flash player installed. Click here to go to Macromedia download page.

PReMA on Twitter

PReMA on Facebook