PReMA Projects & Activities
  print 
  โรค “ภูมิแพ้” และ โรค “แพ้ภูมิ” ใช้ยาเหมือนกันหรือไม่? Bookmark and Share

วันเสาร์ที่ 21 มค. เวลา 14:15 – 14:30 น. ทางวิทยุ จ.ส. 100  

      

รายการ :    “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ”

ออกอากาศทาง : สถานีวิทยุ จส. 100 (FM 100 MHz.)
วัน และ เวลาออกอากาศ : วันเสาร์ที่ 21 มกราคม 2555 เวลา 14:15 น. – 14:30 น.

ภก.ประวิทย์ ตันติสุวิทย์กุล

กรรมการสมาคมเภสัชกรรมชุมชน(ประเทศไทย) และที่ปรึกษาองค์การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการสาธารณสุข

โรค “ภูมิแพ้” และ โรค “แพ้ภูมิ” ใช้ยาเหมือนกันหรือไม่?

       โรค “ภูมิแพ้” และ โรค “แพ้ภูมิ” เป็นชื่อโรคที่มีความคล้ายคลึงกัน เพียงแต่เขียนสลับคำกันเท่านั้น ซึ่งอาจทำให้หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าสองโรคนี้คือโรคเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วทั้งสองโรคนี้มีความแตกต่างกันหรือไม่ การรับประทานยาและการดูแลมีความแตกต่างกันหรือไม่ ในครั้งนี้ รายการ “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ” ช่วง สุขภาพดีกับพรีม่า จะไปพูดคุยกับภก.ประวิทย์ ตันติสุวิทย์กุล กรรมการสมาคมเภสัชกรรมชุมชน(ประเทศไทย) และที่ปรึกษาองค์การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการสาธารณสุข เพื่อค้นหาคำตอบในเรื่องเหล่านี้

ความแตกต่างระหว่างโรคภูมิแพ้และโรคแพ้ภูมิ

       โรค“ภูมิแพ้” เกิดจากการที่ร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้จากภายนอกเข้าไป และร่างกายมีการสร้างภูมิขึ้นมา ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไปอีกครั้ง ร่างกายก็จะเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง โดยปฏิกิริยานี้จะมีความไวกว่าคนปรกติทั่วไป ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ขึ้น ซึ่งอาการของโรคภูมิแพ้อาจปรากฏออกมาได้หลายทาง ได้แก่
       - ผิวหนัง เช่น มีผื่น คัน บวม แดง นูน หนา ที่เรียกว่าลมพิษ
       - ตา เช่น คันตา เคืองตา น้ำตาไหล
       - ทางเดินหายใจ เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล คันจมูก หรือเรียกว่าโรคแพ้อากาศ
       - คอ เช่น ไอ หอบ หืด คันคอ
       - ทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย
       โรค“แพ้ภูมิ” เกิดจากการที่ร่างกายมีภูมิต้านทานที่ผิดปรกติ แทนที่จะต่อต้านสิ่งที่เข้ามาจากภายนอก กลับต่อต้านร่างกายโดยทำลายเนื้อเยื่อและอวัยวะของตนเอง ซึ่งความผิดปรกติจะเกิดขึ้นภายในร่างกายและอาจปรากฏได้หลายทาง เช่น ทำให้เกิดปัญหากับหัวใจ ไต ผมร่วง ผิวหนังผิดปรกติ หลอดเลือดผิดปรกติ หรือปวดข้อ ซึ่งเราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Autoimmune”
อาการของโรคแพ้ภูมิจะปรากฏออกมาในหลายรูปแบบ ดังนี้
       - SLE (Systemic Lupus Erythematosus) หรือรู้จักกันในชื่อ “โรคพุ่มพวง” โดยภูมิคุ้มกันจะทำลายอวัยวะภายในของตนเอง
       - รูมาตอยด์ (Rheumatoid) โดยภูมิคุ้มกันจะทำลายข้อ ทำให้มีอาการคือปวด บวม ตามข้อต่าง ๆ
       - โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หนังตาตก (myasthenia gravis)

โรคภูมิแพ้และโรคแพ้ภูมิ หายได้หรือไม่?

       การดำเนินโรคของผู้ป่วยโรค “ภูมิแพ้” และ โรค “แพ้ภูมิ” ในผู้ป่วยแต่ละรายจะแตกต่างกันออกไป ซึ่งอาการของโรคภูมิแพ้ในผู้ป่วยบางรายสามารถดีขึ้นหรือหายไปได้ โดยการออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่ดี มีประโยชน์ แต่สำหรับโรคแพ้ภูมิ หากเกิดขึ้นแล้วต้องมีการควบคุมโรคโดยตลอด หากมีการควบคุมดี อาการก็อาจจะไม่รุนแรงขึ้น แต่หากไม่ควบคุมอาการก็จะรุนแรงขึ้นได้ ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องรับประทานยาไปตลอดชีวิต

ยาที่ใช้ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้และโรคแพ้ภูมิ

       ยาที่ใช้สำหรับโรคภูมิแพ้ก็คือยาแก้แพ้ หรือ Antihistamine ซึ่งมีทั้งชนิดที่ออกฤทธิ์แล้วง่วง และออกฤทธิ์แล้วง่วงน้อย รวมทั้งการใช้สเตียรอยด์ในรูปแบบรับประทานและแบบพ่น ส่วนโรคแพ้ภูมิ ส่วนใหญ่จะใช้ยาสเตียรอยด์เพื่อกดอาการต่าง ๆ เอาไว้ไม่ให้ร่างกายต่อต้านตนเอง ซึ่งการใช่ยาสเตียรอยด์ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น เนื่องจากสเตียรอยด์มีทั้งประโยชน์และโทษ หากใช้ไม่ถูกต้องก็จะเป็นผลเสียต่อร่างกายได้
       นอกจากการใช้ยาแล้ว ปัจจุบันยังได้มีการศึกษาถึงการนำสารสำคัญในน้ำนมแรกคลอด ได้แก่น้ำนมน้ำเหลือง หรือ Colostrum มาใช้ประโยชน์ในการปรับภูมิของร่างกาย เรียกว่า Transfer factor ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาโรคภูมิแพ้ในวันข้างหน้าด้วย

การดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิ

       การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด นอกจากนั้นการออกกำลังกายเบา ๆ การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงของมึนเมา ก็จะช่วยให้อาการของผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิดีขึ้นได้

สถานการณ์ของโรคภูมิแพ้และโรคแพ้ภูมิ

       ปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิมากขึ้น ทั้งนี้อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย หรือกรรมพันธุ์ ส่วนผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ก็พบมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในคนเมือง ซึ่งอาจเกี่ยวเนื่องกับวิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปส่วนหนึ่งด้วย

คำถามจากผู้ฟังทางบ้าน

Q:หากใช้สเตียรอยด์ไม่ถูกวิธี จะมีผลเสียต่อร่างกายอย่างไร?

A:สเตียรอยด์จะมีผลทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายต่ำลง กระเพาะอาหารเป็นแผล กระดูกพรุน ตัวบวม และอาจจะส่งผลต่อโรคเบาหวานด้วย ดังนั้นหากผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้ยาสเตียรอยด์ แพทย์ก็อาจจะให้ยาลดการหลั่งของกรดควบคู่ไปด้วย หรือให้รับประทานยาสเตียรอยด์หลังอาหารทันที ดื่มน้ำมาก ๆ ผู้ป่วยจึงควรใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

Q:การใช้สเตรียรอยด์ขณะตั้งครรภ์ จะมีผลเสียหรือไม่?

A:กรณีการใช้สเตรียรอยด์ขณะตั้งครรภ์ จะมีผลเสียต่อทารกในครรภ์ด้วย ซึ่งในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยานี้ แพทย์อาจแนะนำให้งดการตั้งครรภ์ไปก่อน

 

Back

Comment

Lumyuk Audio Clips

No flash player!

It looks like you don't have flash player installed. Click here to go to Macromedia download page.

PReMA on Twitter

PReMA on Facebook