PReMA Projects & Activities
  print 
  แคลเซียมรักษาโรคกระดูกเสื่อม ใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด Bookmark and Share

วันเสาร์ที่ 29 กย. เวลา 14:15 – 14:30 น. ทางวิทยุ จ.ส. 100  

      

รายการ :    “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ”

ออกอากาศทาง : สถานีวิทยุ จส. 100 (FM 100 MHz.)
วัน และ เวลาออกอากาศ : วันเสาร์ที่ 29 กันยายน 2555 เวลา 14:15 น. – 14:30 น.

ภก.ประวิทย์ ตันติสุวิทย์กุล

กรรมการสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) และที่ปรึกษาองค์การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการสาธารณสุข

แคลเซียมรักษาโรคกระดูกเสื่อม ใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

       หลายท่านคงคุ้นเคยและเคยได้ยินคำว่า “แคลเซียม” แต่น้อยท่านนักที่จะทราบว่าจริง ๆ แล้วเรารับประทานแคลเซียมไปเพื่ออะไร และรับประทานอย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด เพราะฉะนั้นรายการ “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ” ช่วงสุขภาพดีกับพรีม่า จึงได้ไปพูดคุยกับ ภก.ประวิทย์ ตันติสุวิทย์กุล กรรมการสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) และที่ปรึกษาองค์การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการสาธารณสุข ในหัวข้อ “แคลเซียมรักษาโรคกระดูกเสื่อม ใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

รู้จักโรคกระดูกเสื่อม

       กระดูกเสื่อมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามวัย เนื่องจากในวัยเด็กร่างกายจะมีการสร้างกระดูกมากกว่าการสลายกระดูก แต่หลังจากอายุ 40 ปี จะมีการเสื่อมสลายของกระดูกมากกว่าการสร้าง และเมื่ออายุมากขึ้น ก็จะยิ่งมีการสลายของกระดูกมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทอง ซึ่งในช่วง 5 ปีของการเข้าสู่วัยทอง จะมีการสลายของกระดูกปีละประมาณ 3 – 5 % และในส่วนของผู้ชาย หลังจากอายุ 40 ปี ก็จะมีการสลายของกระดูกเช่นกัน แต่จะน้อยกว่าผู้หญิง โดยจะมีการสลายของกระดูกปีละ 0.5 – 1 %
 สำหรับอาการของโรคกระดูกบาง กระดูกพรุน หรือกระดูกเปราะนั้น ในช่วงแรก ๆ อาจจะไม่มีอาการแสดงที่ชัดเจน โดยผู้ป่วยอาจจะมีอาการปวดเมื่อยธรรมดา แต่บางรายอาจจะมีอาการปวดกระดูก ปวดหลัง ปวดสะโพก ปวดข้อ ในบางรายที่เป็นมาก กระดูกสันหลังก็จะยุบตัวลง ทำให้หลังโกง หลังค่อม และตัวเตี้ยลง

แคลเซียมช่วยกระดูกเสื่อม

       สำหรับสิ่งที่จะมาช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกก็คือแคลเซียม โดยแคลเซียมมีอยู่ด้วยกันหลายรูปแบบ เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต แคลเซียมแลคเตต แคลเซียมอะซิเตต แคลเซียมกลูโคเนต และมีหลายชนิด เช่น ชนิดเม็ด ชนิดเม็ดฟู่ละลายน้ำ ชนิดแคปซูล โดยแคลเซียมที่มีวางขายในท้องตลาดและแคลเซียมที่ได้รับมาจากโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะเป็นแคลเซียมคาร์บอเนต เพราะมีราคาถูก และให้แคลเซียมในปริมาณมาก ซึ่งหากจะรับประทานแคลเซียมคาร์บอเนตต้องรับประทานพร้อมอาหาร และถ้ารับประทานแคลเซียมชนิดเม็ด ก็จะต้องเคี้ยวก่อนรับประทานด้วย

รู้จักโรคข้อเสื่อม

       ปัจจุบันคนไทยป่วยเป็นโรคข้อเสื่อม 5 – 6 ล้านคน เนื่องจากการใช้ข้ออย่างผิด ๆ เช่น การกระโดด หรือเล่นกีฬาที่ใช้ข้อมากเกินไป นั่งพับเพียบหรือคุกเข่ามากเกินไป น้ำหนักตัวมาก หรือเดินขึ้นที่สูงเป็นประจำ
       โรคข้อเสื่อมเกิดจากการที่ข้อผ่านการใช้งานเป็นเวลานาน ทำให้ผิวกระดูกอ่อนที่ห่อหุ้มข้อขรุขระ ประกอบกับการที่น้ำหล่อเลี้ยงไขข้อมีน้อยลงเรื่อย ๆ จึงทำให้ข้อเกิดการเสื่อม อาการของโรคข้อเสื่อมจะสามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจนกว่าโรคกระดูกเสื่อม โดยในการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยบางครั้งจะมีเสียงกร๊อบแกร็บที่ข้อ บางรายจะมีอาการข้อบวม ข้ออักเสบ ข้อฝืด ขัด เมื่อตื่นนอนตอนเช้าจะขยับตัวยาก ปวดข้อ ขาโก่ง เคลื่อนไหวลำบาก นั่งคุกเข่า นั่งยอง นั่งพับเพียบแล้วลุกขึ้นยาก
       สำหรับโรคข้อเสื่อมจะไม่สามารถใช้แคลเซียมในการรักษาได้ แต่ยาที่ใช้รักษาโรคข้อเสื่อมคือยาที่ไปช่วยยับยั้งการทำลายข้อของสาร IL-1 ซึ่งได้แก่ Artrodar , Diacerein และยาเพิ่มเนื้อผิวกระดูอ่อน ซึ่งได้แก่ Glucosamine

การดูแลตนเองเมื่อเข้าสู่วัยทอง

       สำหรับผู้ที่กำลังจะเข้าสู้วัยทอง เนื่องจากกระดูกมีการเสื่อมสลายอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารที่แคลเซียมให้มากขึ้น  ซึ่งได้แก่ นม เนย ปลาตัวเล็ก ผักใบเขียว บล็อกเคอรี่ ใบยอ ใบมะกรูด มะเขือพวง เต้าหู้ก้อน และหากจำเป็นก็ต้องรับประทานแคลเซียมเสริม หรือหากมีข้อเสื่อมก็ต้องรับประทานยาสำหรับโรคข้อเสื่อมร่วมด้วย
       นอกจากการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง การรับประทานแคลเซียมเสริม และยาแล้ว ในผู้สูงอายุยังควรออกกำลังกายเบา ๆ เพื่อที่จะทำให้กระดูกแข็งแรง ป้องกันกระดูกเปราะ หัก และหากจำเป็นก็อาจจะมีการเสริมแมกนีเซียมและวิตามินดี เพื่อให้ร่างกายมีการเสริมสร้างกระดูกและดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น

วิธีการใช้แคลเซียมอย่างถูกต้องและได้ประโยชน์สูงสุด

       ใน 1 วัน คนเราจะต้องการแคลเซียม 800 – 1,500 มิลลิกรัม โดยในการรับประทานแคลเซียมชนิดเม็ด ต้องเคี้ยวก่อนแล้วจึงกลืน และหากเป็นแคลเซียมคาร์บอเนตจะต้องรับประทานพร้อมอาหาร ซึ่งการรับประทานแคลเซียมไม่ได้หมายความว่าจะได้รับแคลเซียมตามปริมาณที่ระบุไว้ เช่น การรับประทานแคลเซียมคาร์บอเนต 1,500 มิลลิกรัม แคลเซียมคาร์บอเนตจะแตกตัวและให้ปริมาณแคลเซียม 40 % หรือ 600 มิลลิกรัมเท่านั้น  ดังนั้นการใช้แคลเซียมจึงควรอยู่ภายใต้การดูแลและคำแนะนำของแพทย์และเภสัชกร เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องในการรับประทานแคลเซียม
       การรับประทานแคลเซียมเสริม ไม่ใช่รอให้ข้อเสื่อมแล้วจึงรับประทาน แต่ควรรับประทานตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป เพราะแคลเซียมจะช่วยในเรื่องของความหนาของกระดูก นอกจากนั้นยังมีประโยชน์กับฟัน การแข็งตัวของเลือด การเต้นของหัวใจ กล้ามเนื้อ และการส่งสัญญาณปลายประสาทด้วย

ข้อควรระวังในการใช้แคลเซียม

       ยาบางตัวอาจจะมีผลต่อการดูดซึมแคลเซียม และแคลเซียมก็จะผลต่อการรับประทานยาบางตัว เช่น Tetracycline เพราะแคลเซียมจะไปต้านการดูดซึมยา Tetracycline ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานร่วมกัน

สมัครสมาชิกชมรมโรคข้อเสื่อม

       สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครเข้าเป็นสมาชิกชมรมโรคข้อเสื่อม สามารถสมัครได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยทางชมรมจะจัดส่งหนังสือให้ฟรีทุกเดือน ซึ่งสมารถแจ้งความจำนงได้ที่ 081 -613-5950 

Back

Comment

Lumyuk Audio Clips

No flash player!

It looks like you don't have flash player installed. Click here to go to Macromedia download page.

PReMA on Twitter

PReMA on Facebook