PReMA Projects & Activities
  print 
  พาร์กินสัน โรคร้ายของคุณแม่สูงวัย Bookmark and Share

วันเสาร์ที่ 11 สค. เวลา 14:15 – 14:30 น. ทางวิทยุ จ.ส. 100   

       

รายการ :    “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ”

ออกอากาศทาง : สถานีวิทยุ จส. 100 (FM 100 MHz.)
วัน และ เวลาออกอากาศ : วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม 2555 เวลา 14:15 น. – 14:30 น.

อ.นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ

หัวหน้ากลุ่มงานรักษาโรคพาร์กินสันและกลุ่มความเคลื่อนไหวผิดปรกติ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

พาร์กินสัน โรคร้ายของคุณแม่สูงวัย

       ในวันที่ 12 สิงหาคม นอกจากจะเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ซึ่งเป็นวันสำคัญยิ่งวันหนึ่งของชาวไทยแล้ว  วันนี้ก็ยังเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของลูก ๆ ทุกคน เพราะเป็นวันแม่แห่งชาติ ซึ่งหากพูดถึงเรื่องสุขภาพของคุณแม่สูงวัยแล้ว โรคพาร์กินสันก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่น่าจับตามอง เพราะเป็นโรคทางระบบประสาทที่พบได้บ่อย และเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่
       สำหรับรายการ “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ” ช่วงสุขภาพดีกับพรีม่าในครั้งนี้ เราจะไปพูดคุยกับ อ.นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ หัวหน้ากลุ่มงานรักษาโรคพาร์กินสันและกลุ่มความเคลื่อนไหวผิดปรกติ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน โรคร้ายที่ต้องพึงระวังในคุณแม่สูงวัย

สาเหตุของโรคพาร์กินสัน

       ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุในการเกิดโรคพาร์กินสันอย่างแน่ชัด แต่ทราบว่ามีปัจจัยเสี่ยงที่มีความซับซ้อนระหว่างปัจจัยทางด้านพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม โดยผู้ป่วยบางรายอาจมีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน นอกจากนั้นในปัจจุบันยังเชื่อกันว่าในผู้ที่ได้รับสารเคมีจำพวกยาปราบศัตรูพืชต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ด้วย

กลุ่มเสี่ยงโรคพาร์กินสัน

       สำหรับโรคพาร์กินสัน จะพบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป โดยเป็นโรคที่ไม่เลือกเพศ ไม่เลือกเชื้อชาติ เนื่องจากพบได้ในผู้หญิงและผู้ชายในอัตราที่เท่า ๆ กัน และพบอัตราการเกิดโรคเท่า ๆ กันทั่วโลก คือ ประมาณ 1 % ในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป

ปัจจัยเสี่ยงพาร์กินสัน

       ปัจจัยเสี่ยงของโรคพาร์กินสัน ได้แก่
       1. อายุที่เพิ่มขึ้น โดยมีการศึกษาวิจัยที่พบว่าอัตราการเกิดโรคพาร์กินสันเพิ่มขึ้นตามอายุอย่างชัดเจน
       2. พันธุกรรม โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นพาร์กินสันตั้งแต่อายุยังน้อย
       3. การได้รับสารเคมีหรือยาปราบศัตรูพืชติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ซึ่งในต่างประเทศมีข้อมูลที่บ่งบอกว่าการได้รับสารเคมีหรือยาปราบศัตรูพืชติดต่อกันเป็นระยะเวลานานมีความเสี่ยงต่อการเกิดพาร์กินสัน ส่วนในประเทศไทย การศึกษาถึงสถิติการเกิดพาร์กินสันพบว่ากลุ่มผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่อยู่ในจังหวัดที่มีการใช้ยาปราบศัตรูพืชมาก เช่น จังหวัดสิงห์บุรี อ่างทอง ชัยนาท มีอัตราการป่วยเป็นโรคพาร์กินสันมากขึ้น

อาการที่สังเกตได้ในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน

       อาการเริ่มแรกของผู้ป่วยพาร์กินสันแต่ละรายจะมีความแตกต่างกัน แต่ที่สำคัญคือผู้ป่วยจะมีการเคลื่อนไหวที่ช้าลง อย่างไรก็ตามเป็นอาการดังกล่าวเป็นอาการที่สังเกตได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากอาจคิดกันว่าการเคลื่อนไหวที่ช้าลงนั้นเกิดจากอายุที่มากขึ้น หรือกระดูกเข่าไม่ดี
       นอกจากการเคลื่อนไหวที่ช้าลง ผู้ป่วยพาร์กินสันส่วนใหญ่จะมีอาการสั่น ซึ่งจะเริ่มจากข้างเดียวก่อน และส่วนใหญ่จะเกิดที่มือ ซึ่งมักจะเป็นเวลาที่นั่งอยู่เฉย ๆ แต่เวลาใช้มือทำงานจะไม่สั่น ซึ่งตรงกันข้ามกับโรคสั่นแบบอื่น ๆ ในผู้สูงอายุ ซึ่งอยู่เฉย ๆ จะไม่สั่น แต่หากใช้มือทำงานก็จะสั่น
       นอกเหนือจากอาการดังกล่าวข้างต้น ผู้ป่วยบางรายก็อาจจะมีปัญหาเรื่องการเดินที่ช้าลง ซอยเท้าถี่ ก้าวเท้าไม่ออก และโรคพาร์กินสันเป็นโรคที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเฉพาะการเคลื่อนไหวเท่านั้น แต่จะมีอาการอื่น ๆ นอกเหนือจากการเคลื่อนไหวด้วย เช่น ท้องผูก ซึมเศร้า ความจำไม่ค่อยดี ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ละเมอบ่อยทางกลางคืน เป็นต้น

นวัตกรรมในการรักษาโรคพาร์กินสัน

       ปัจจุบันการรักษาโรคพาร์กินสันมีความก้าวหน้ามากขึ้น มียาหลากหลายชนิดให้เลือกใช้ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น อาการสั่น อาการเกร็งลดลง อาการท้องผูกดีขึ้น เดินได้ดีขึ้น และอัตราการเสียชีวิตลดลง โดยหลักการที่สำคัญในการรักษาโรคพาร์กินสันคือเริ่มเร็ว ต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ ซึ่งการรักษาจะเน้นการใช้ยารับประทานยาเพื่อทดแทนสารโดพามีนในสมอง และทำให้สารโดพามีนคงที่ เนื่องจากโดพามีนเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยในเรื่องการเคลื่อนไหวของผู้ป่วย ดังนั้นผู้ป่วยจึงไม่ควรหยุดยารับประทาน แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม
       นอกจากการรับประทานยาแล้ว ในปัจจุบันยังสามารถรักษาโรคพาร์กินสันได้ด้วยการผ่าตัด รวมถึงการออกกำลังกายและการทำกายภาพบำบัดด้วย

ออกกำลังกาย...ห่างไกลพาร์กินสัน

       ปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันโรคพาร์กินสันอย่างชัดเจน แต่พบว่าในผู้ที่ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ จะมีโอกาสเป็นโรคพาร์กินสันค่อนข้างน้อย ดังนั้นหากไม่อยากเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว เช่น พาร์กินสัน ก็ควรออกกำลังกายมาก ๆ และเคลื่อนไหวอยู่เสมอ

การดูแลผู้ป่วยพาร์กินสัน

       การรักษาโรคพาร์กินสันจะประสบความสำเร็จและได้ผลดีต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งผู้ป่วย ผู้ดูแล และแพทย์ สิ่งที่สำคัญคือผู้ป่วยและผู้ดูแลต้องมีความเข้าใจในโรคพาร์กินสัน เข้าใจถึงความสำคัญของการรับประทานยาและการออกกำลังกาย รวมทั้งไม่เครียด ส่วนแพทย์มีหน้าที่ในการเลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วย และมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด
       ปัจจุบันการรักษาโรคพาร์กินสันมีความก้าวหน้าไปมาก แม้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่ก็ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น และมีอายุยืนยาวขึ้น แต่ก็ต้องเน้นในเรื่องการรักษาเร็ว ต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ ซึ่งหากพบว่าผู้ใดมีอาการผิดปรกติดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นก็ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อรีบรับการวินิจฉัยต่อไป

Back

Comment

Lumyuk Audio Clips

No flash player!

It looks like you don't have flash player installed. Click here to go to Macromedia download page.

PReMA on Twitter

PReMA on Facebook