PReMA Projects & Activities
  print 
  การใช้ยาไม่เหมาะสม Bookmark and Share

วันเสาร์ที่ 17 ธค. เวลา 14:15 – 14:30 น. ทางวิทยุ จ.ส. 100  

      

รายการ :    “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ”

ออกอากาศทาง : สถานีวิทยุ จส. 100 (FM 100 MHz.)
วัน และ เวลาออกอากาศ : วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม 2554 เวลา 14:15 น. – 14:30 น.

ภญ.ช้องมาศ นิติศฤงคาริน   

นายกสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย)

การใช้ยาไม่เหมาะสม

ปัจจุบันนี้มนุษย์หันมาดูแลสุขภาพร่างกายกันมากขึ้น ซึ่งบางท่านอาจใช้ผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพเพื่อบำรุงร่างกาย และสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่รับประทานยาแผนปัจจุบันอยู่แล้ว บางครั้งก็จะมีผู้หวังดีหาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือยาสมุนไพรมาให้รับประทานร่วมด้วย ซึ่งหลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือยาสมุนไพรร่วมกับยาที่ใช้อยู่อาจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ป่วยได้  โดยรายการ “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ” ในครั้งนี้ได้มีการพูดคุยกับ ภญ.ช้องมาศ นิติศฤงคาริน นายกสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) เกี่ยวกับเรื่อง “การใช้ยาอย่างไม่เหมาะสม”

ปัญหาการใช้ยาไม่เหมาะสม

ปัจจุบันนี้พบว่ามีปัญหาการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสมเยอะมาก และพบได้ในคนทุกเพศทุกวัย แต่พบได้มากในผู้สูงอายุ เนื่องจากในปัจจุบันมีจำนวนผู้สูงอายุมากขึ้น และคนกลุ่มนี้มักจะมีโรคประจำตัวเรื้อรัง และผู้ป่วย 1 คน ก็ไม่ได้ป่วยเป็นโรคเดียว ประกอบกับนิสัยของคนไทยที่นิยมไปรับการรักษาจากแพทย์หลาย ๆ  ท่าน และไม่มีการรายงานว่าแต่ละท่านให้ยาอะไรกันมาบ้าง เพราะฉะนั้นจึงไม่ทราบเลยว่าตนเองรับประทานยาตัวเดียวกันจากแพทย์คนละท่านหรือไม่ เพราะยาบางตัวเวลาดูฉลากยาจะใช้ชื่อคนละชื่อและมีขนาดการใช้ต่างกัน ทั้ง ๆ ที่เป็นสารเคมีตัวเดียวกัน ผลก็คือผู้ป่วยได้รับยาเกินขนาด ทำให้เกิดผลข้างเคียง เพราะแม้ว่ายาจะมีผลในการรักษาโรค แต่ขณะเดียวกันก็มีผลข้างเคียงต่อสุขภาพได้ด้วย ซึ่งมีการศึกษาที่พบว่าในผู้สูงอายุที่ใช้ยาจากโรคเรื้อรังนาน ๆ กว่า 60 % มีผลข้างเคียงจากการใช้ยาแล้วกลายเป็นโรคใหม่ และในจำนวนนี้อีกเกือบ 40 % ที่ต้องไปนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร...ดีจริงหรือ?

สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หากใช้เดี่ยว ๆ ก็จะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่หากต้องรับประทานร่วมกับยาต้องพิจารณาตามความเหมาะสม เนื่องจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นมีฤทธิ์ทางยาด้วย ดังนั้นหากรับประทานร่วมกับยาก็อาจจะไปลดฤทธิ์ของยาหรือเสริมฤทธิ์กับยาที่ผู้ป่วยใช้อยู่ ทำให้มีผลเสียต่อสุขภาพได้ ตัวอย่างเช่น น้ำมันปลา ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีประโยชน์ แต่สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจ เป็นโรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูง แพทย์มักจะจ่ายยาที่ให้ทำให้เลือดเหลวให้ เช่น แอสไพริน ซึ่งหากผู้ป่วยรับประทานยากลุ่มนี้ร่วมกับน้ำมันปลา ก็จะมีผลไปเสริมฤทธิ์กันทำให้เลือดเหลวมากขึ้น ทำให้เวลามีแผล เลือดจะหยุดยาก ในขณะที่การรับประทานยาลดน้ำมูกร่วมกับยาลดความดันโลหิตสูง ยาลดน้ำมูกก็จะไปลดฤทธิ์ของยาลดความดันโลหิตสูง ทำให้การรักษาไม่ได้ผล  เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะป่วยเป็นโรคอะไรและใช้ยาอะไรอยู่ ทุกครั้งที่ไปรับบริการที่โรงพยาบาล คลินิก หรือร้านยา จะต้องแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบก่อนว่าตนเองใช้ยาอะไรอยู่บ้าง 

สร้างความถูกต้องในการใช้ยา...ด้วยสมุดบันทึกยา

สำหรับผู้ป่วยที่ไปพบแพทย์เป็นประจำอยู่แล้ว ทุกครั้งที่ได้รับยามา ควรจดไว้ในสมุดบันทึกว่าได้รับยาอะไรมาบ้าง ซึ่งหากไม่แน่ใจว่ามีการใช้ยาซ้ำซ้อนกันหรือไม่ ก็อาจจะนำสมุดจดบันทึกนั้นไปให้แพทย์ช่วยดูให้ หรือหากไม่มีโอกาสคุยกับแพทย์ ก็สามารถนำยาไปที่ร้านยาใกล้บ้าน และขอให้เภสัชกรประจำร้านยาช่วยจดลงในสมุดบันทึกให้ว่ายาเหล่านั้นคือยาอะไรบ้าง ซึ่งหากเป็นร้านยานั้นเป็นร้านยาคุณภาพก็จะมีสมุดบันทึกยาไว้บริการผู้ป่วยด้วย และหากผู้ป่วยต้องการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็สามารถปรึกษาเภสัชกรได้ว่าจะรับประทานผลิตภัณฑ์ผลิตภัณฑ์นั้นร่วมกับยาที่ใช้อยู่ได้หรือไม่ และหากรับประทานได้ควรรับประทานอย่างไร

คำถามจากผู้ฟังทางบ้าน

Q: ปัจจุบันรับประทานยาลดความดันโลหิตขนาด 5 มิลลิกรัมอยู่และยาหมด จึงไปซื้อยาที่ร้านขายยา แต่ทางร้านมียาขนาด 20 มิลลิกรัม สามารถซื้อมาใช้แทนกันได้หรือไม่?

A: เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดี ผู้ป่วยควรรับประทานยาในขนาดเดียวกันมากกว่า แต่หากมีความจำเป็นจริง ๆ ก็ควรใช้ทดแทนกันในระยะเวลาสั้น ๆ เนื่องจากยาบางชนิดมีการกระจายตัวที่ไม่สม่ำเสมอ หรือหากผู้ป่วยต้องแบ่งยาก็อาจจะแบ่งได้ในปริมาณที่ไม่เท่ากัน ซึ่งอาจจะทำให้ผลในการรักษาลดลง นอกจากนั้นการแบ่งยาออกจากกันก็อาจจะไปมีผลต่อการดูดซึมยา ทำให้ยาออกฤทธิ์ไม่ตรงจุดเป้าหมายได้ เช่น ยาที่ออกแบบมาเพื่อให้ละลายและมีการดูดซึมที่ลำไส้ โดยมีการเคลือบเม็ดยามาเป็นอย่างดี การแบ่งเม็ดยาก็อาจจะทำให้เกิดการละลายและดูดซึมที่กระเพาะอาหารแทนที่จะไปดูดซึมที่ลำไส้ และเกิดผลข้างเคียงกับกระเพาะอาหารได้

Q: เวลาเจ็บคอแล้วรับประทานยาแก้อักเสบ หากอาการเจ็บคอหายแล้ว แต่ยังรับประทานยาไม่ครบโดส จะหยุดยาเลยได้หรือไม่?

A: ในกรณีของการเจ็บคอ 80 % เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งอาการดังกล่าวจะหายไปได้เองหากผู้ป่วยพักผ่อนอย่างเพียงพอ ดื่มน้ำและรับประทานผัก ผลไม้สดมาก ๆ อย่างไรก็ตามมักมีความเข้าใจผิด ๆ ว่าหากเจ็บคอต้องรับประทานยาแก้อักเสบซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะที่มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งหากอาการเจ็บคอเกิดจากการติดเชื้อไวรัสแล้วผู้ป่วยรับประทานยาตัวนี้ ก็จะเป็นการใช้ยาโดยไม่จำเป็น และจะเกิดปัญหาเชื้อแบคทีเรียดื้อต่อตามมา ดังนั้นหากมีอาการเจ็บคอ ควรสอบถามแพทย์และเภสัชกรก่อนว่าควรใช้ยาแก้อักเสบหรือไม่ เพื่อป้องกันการใช้ยาอย่างไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามการรับประทานยาแก้อักเสบที่มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้องรับประทานให้ครบ 5 วัน  , 7 วัน หรือ 14 วัน ขึ้นอยู่กับเชื้อโรคและตัวผู้ป่วย ดังนั้นแม้จะมีอาการเจ็บคอจากเชื้อไวรัส แต่หากเริ่มต้นรับประทานยาแก้อักเสบที่มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรียแล้วก็ต้องรับประทานยาให้ครบโดส มิเช่นนั้นก็จะทำให้เกิดปัญหาเชื้อแบคทีเรียดื้อต่อยาได้เช่นกัน

Back

Comment

Lumyuk Audio Clips

No flash player!

It looks like you don't have flash player installed. Click here to go to Macromedia download page.

PReMA on Twitter

PReMA on Facebook