PReMA Projects & Activities
  print 
  “โรคเอดส์” ปัญหาสาธารณสุขที่ไม่ควรมองข้าม Bookmark and Share

วันเสาร์ที่ 10 ธค. เวลา 14:15 – 14:30 น. ทางวิทยุ จ.ส. 100  

      

รายการ :    “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ”

ออกอากาศทาง : สถานีวิทยุ จส. 100 (FM 100 MHz.)
วัน และ เวลาออกอากาศ : วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม 2554 เวลา 14:15 น. – 14:30 น.

นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์   

นายมสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย

“โรคเอดส์” ปัญหาสาธารณสุขที่ไม่ควรมองข้าม

       ในวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมาเป็นวันเอดส์โลก โดยในปีนี้ได้มีการรณรงค์ในเรื่องของการตรวจเลือด เนื่องจากโรคเอดส์ หากทราบเร็วและได้รับการรักษาเร็วก็จะเป็นผลดีกับผู้ป่วยและการป้องกันการแพร่กระจายของโรค
       ปีนี้เป็นปีที่ 30 ที่โลกได้รู้จักกับโฉมหน้าของโรคเอดส์ ซึ่งที่ผ่านมาเราพยายามต่อสู้กับโรคร้ายนี้มาตลอด ทั้งพยายามหาหนทางในการรักษา คิดค้นวัคซีนป้องกันโรค รวมทั้งพยายามลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ และสำหรับประเทศไทยก็เหมือนจะมีข่าวดีว่าเป็นประเทศที่สามารถควบคุมดูแลโรคเอดส์ได้ดี แต่สถานการณ์ของโรคเอดส์ในประเทศไทยจะดีขึ้นจริงหรือไม่ รายการ “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ” มีคำตอบจาก นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ นายมสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย

สถานการณ์ของโรคเอดส์ในปัจจุบัน

       หากเทียบกับเมื่อประมาณ 20 – 30 ปีที่แล้ว นับว่าสถานการณ์ของโรคเอดส์ในประเทศไทยดีขึ้นมาก โดยพบจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์น้อยลง โดยเฉพาะในส่วนของเด็กที่คลอดจากแม่ที่ติดเชื้อเอชไอวีขณะตั้งครรภ์ ซึ่งในอดีตเด็กที่คลอดออกมาจะมีโอกกาสติดเชื้อเอชไอวีจากมารดาถึง 3 ใน 10 ราย แต่ปัจจุบันอัตราการติดเชื้อลดลงเหลือ 2 ใน 100 รายเท่านั้น เนื่องจากประสิทธิภาพของยาต้านไวรัสที่พยายามคิดค้นกันขึ้นมา

วัยรุ่น วัยทำงาน ชายรักชาย  กลุ่มเสี่ยงผู้ติดเชื้อรายใหม่

       สำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเด็กวัยรุ่น คนวัยทำงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มชายรักชาย เนื่องจากคนกลุ่มนี้มักจะมีเพศสัมพันธ์กับคนหลายคนพร้อมกัน จึงเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีมากที่สุด โดยประมาณกันว่าชายรักชายจำนวน 3 ใน 10 ราย จะมีเชื้อเอชไอวีอยู่

นวัตกรรมใหม่...เพื่อผู้ป่วยเอดส์

       ปัจจุบันการดูแลรักษาผู้ป่วยเอดส์มีความก้าวหน้าไปเป็นอย่างมาก โดยมียาต้านไวรัสเอชไอวีเกิดขึ้นเกือบ 30  ชนิด และจากเดิมที่ผู้ติดเชื้อต้องรับประยาครั้งละหลายเม็ด วันละหลายครั้ง ปัจจุบันยาบางชนิดสามารถรับประทานวันละ 2  เม็ด และราคายาก็ลดลงอย่างมาก โดยมีราคาต่ำกว่า 1,000 บาทสำหรับยาที่ใช้ใน 1 เดือนเท่านั้น ซึ่งผู้ป่วยเอดส์ในปัจจุบันหากรับประทานยาต้านไวรัสและควบคุมจำนวนเชื้อไวรัสจนต่ำลงในระดับที่ไม่สามารถตรวจพบ ผู้ป่วยก็จะใช้ชีวิตได้ตามปรกติ แข็งแรง และมีอายุยืนยาว ซึ่งมีการคำนวณว่าในผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีตอนอายุ 25 ปี หากรับประทานยาต้านไวรัสเอชไอวีอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ จะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก 50 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับอายุโดยเฉลี่ยของคนปรกติมาก
       อย่างไรก็ตาม ยังมีความจำเป็นที่จะต้องคิดค้นยาสำหรับผู้ป่วยเอดส์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ป่วยเอดส์ที่รับประทานยาสูตรแรก หากรับประทานยาไม่ต่อเนื่อง รับประทานยาไม่ครบ หรือไม่สม่ำเสมอ ก็จะทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาขึ้น ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องคิดค้นยาตัวใหม่ ๆ เพื่อจัดการกับเชื้อดื้อยาต่อไป

ช่องทางการรักษา

       ปัจจุบันผู้ป่วยที่อยู่ในระบบสวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคม และหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สามารถรับยาต้านไวรัสเอชไอวีได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่เป็นยาสูตรที่ 1 หรือ สูตรที่ 2 เท่านั้น โดยผู้ป่วยที่แพ้ยาสูตรแรก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในหลักพันต่อเดือน แพทย์จะพิจารณาให้ยาในสูตรที่ 2 ที่มีค่าใช้จ่ายในหลักหมื่น แต่สำหรับยาสูตรที่ 3 ซึ่งมีค่าใช้จ่ายหลายหมื่นบาทนั้น ระบบสุขภาพยังไม่ครอบคลุม เพราะฉะนั้นผู้ป่วยจึงควรดูแลตนเองโดยการรับประทานยาให้ครบ ต่อเนื่อง และสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้เกิดการดื้อยา ไม่เช่นนั้นจะต้องใช้ยาสูตรที่ 3 ซึ่งต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง และมีราคาสูงมาก

เอดส์ยิ่งรู้เร็ว...ยิ่งดี

       ปัญหาเกี่ยวกับโรคเอดส์อย่างหนึ่งที่ประเทศไทยพบก็คือยังมีผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีส่วนหนึ่ง ประมาณร้อยละ 60 ไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ โดยมีการคาดการณ์ว่าในประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีและยังมีชีวิตอยู่ประมาณ 5 แสนราย แต่มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีมารับยาประมาณ 2 แสนกว่ารายเท่านั้น ซึ่งคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะแพร่เชื้อไปให้คนอื่นต่อไปอีก
       สำหรับโรคเอดส์ หากผู้ป่วยยิ่งรู้ตัวว่าตนเองป่วยเป็นโรคนี้ยิ่งเร็วเท่าใดก็จะยิ่งดี เพราะจะทำให้ผู้ติดเชื้อระมัดระวังตัว ไม่ไปแพร่เชื้อให้คนอื่น และยิ่งได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวีเร็ว โอกาสที่จะป่วยจากโรคติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น วัณโรค เชื้อรา และมะเร็งบางชนิดก็จะลดน้อยลงด้วย

ตรวจเลือด...มาตาการสำคัญ ป้องกันเอดส์

       สำหรับคนที่เพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันในรอบ  1  ปีที่ผ่านมา ควรจะไปรับการตรวจเลือด ซึ่งปัจจุบันผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคมและระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติก็สามารถตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งผู้ที่ตรวจเลือดแล้วทราบผลว่าตนเองติดเชื้อ หากรู้ตัวจะได้ไม่ไปแพร่เชื้อให้คนอื่นต่อ และแพทย์ก็จะให้คำแนะนำเรื่องกระบวนการรักษาให้ด้วย

ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม

       สำหรับคนรุ่นเก่าที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปมักจะตระหนักถึงความสำคัญของโรคเอดส์ แต่สำหรับคนรุ่นใหม่มักจะไม่ค่อยกลัวหรือให้ความสำคัญ เพราะมีโอกาสได้เห็นหรือได้ยินเรื่องของโรคเอดส์น้อยลง นอกจากนั้นยังพบว่าคนรุ่นใหม่มักมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่ใช้ถุงยางอนามัย และมักมีเพศสัมพันธ์กับคนหลาย ๆ คนพร้อมกัน เพราะฉะนั้นหากมีการติดเชื้อก็จะแพร่เชื้อไปให้คนอื่นได้อีกหลายคน  ดังนั้นจึงต้องมีการรณรงค์เกี่ยวกับโรคเอดส์อย่างต่อเนื่อง เพราะโรคนี้น่าจะยังอยู่กับมนุษย์อีกนาน เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มียารักษาให้หายขาด และไม่มีวัคซีนที่จะป้องกันดังนั้นการป้องกันโรคที่ดีที่สุดคือการป้องกันตนเอง และหากทราบว่าตนเองเป็นผู้ติดเชื้อก็ควรป้องกันการแพร่เชื้อไปให้คนอื่น
       ปัจจุบันเรามีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ปีละประมาณ 10,000 ราย และกระทรวงสาธารณสุขก็ได้ตั้งเป้าที่จะลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ให้มีไม่เกิน 6,731 รายต่อปี ภายในปีพ.ศ. 2559 ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้ หากเราร่วมมือกันและรณรงค์เรื่องโรคเอดส์อย่างต่อเนื่องและจริงจัง

Back

Comment

Lumyuk Audio Clips

No flash player!

It looks like you don't have flash player installed. Click here to go to Macromedia download page.

PReMA on Twitter

PReMA on Facebook