PReMA Projects & Activities
  print 
  ตับอักเสบ..ต้นน้ำของมะเร็งตับ Bookmark and Share

วันเสาร์ที่ 14 กค. เวลา 14:15 – 14:30 น. ทางวิทยุ จ.ส. 100   

       

รายการ :    “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ”

ออกอากาศทาง : สถานีวิทยุ จส. 100 (FM 100 MHz.)
วัน และ เวลาออกอากาศ : วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม 2555 เวลา 14:15 น. – 14:30 น.

รศ.นพ.ทวีศักดิ์ แทนวันดี

สาขาวิชาโรคระบบทางเดินอาหาร ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ตับอักเสบ..ต้นน้ำของมะเร็งตับ

       มะเร็งตับ เป็นมะเร็งที่เป็นสาเหตุแห่งการเสียชีวิตของประชากรไทยและประชากรทั่วโลกในลำดับต้น ๆ ซึ่งสาเหตุของมะเร็งตับนั้นมีอยู่หลายประการ และหนึ่งในนั้นก็คือตับอักเสบ ซึ่งรายการ “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ” ช่วงสุขภาพดีกับพรีม่าในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก รศ.นพ.ทวีศักดิ์ แทนวันดี สาขาวิชาโรคระบบทางเดินอาหาร ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของตับอักเสบ รวมถึงวิธีการรักษาและป้องกันโรคดังกล่าว

ภาวะตับอักเสบคืออะไร?

       ภาวะตับอักเสบ คือภาวะที่ตับมีการอักเสบเนื่องจากเซลล์ตับถูกทำลาย ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากไวรัสตับอักเสบ การดื่มสุรา การรับประทานยา และโรคอ้วน

รู้จักไวรัสตับอักเสบ


       สำหรับไวรัสตับอักเสบแบ่งออกเป็น 5 ชนิด คือชนิด เอ , บี , ซี , ดี และ อี  โดยไวรัสตับอักเสบเอ และ อี จะสามารถติดจากการรับประทานอาหารและการดื่มน้ำที่มีเชื้อไวรัส และจะก่อให้เกิดภาวะตับอักเฉียบพลัน แต่ไม่เรื้อรัง โดยผู้ป่วยอาจจะมีอาการป่วยประมาณ 2 – 3 เดือน แล้วหายเป็นปรกติ นอกจากนั้นผู้ที่เคยติดไวรัสตับอักเสบทั้ง 2 ชนิดนี้ก็จะมีภูมิคุ้มกัน และไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก ในขณะที่ไวรัสตับอักเสบ บี , ซี และ ดี เป็นไวรัสที่ติดต่อกันทางเลือด การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน และการมีเพศสัมพันธ์ โดยจะก่อให้เกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ทำให้ตับถูกกทำลายอย่างต่อเนื่อง ผลก็คือเซลล์ตับที่เหลือน้อยลงจะถูกแทนที่ด้วยพังผืดซึ่งจะบีบรัดทำให้ตับแข็ง มีผิวขรุขระ และจะนำไปสู่การเกิดมะเร็งตับในที่สุด
       อย่างไรก็ตามไวรัสตับอักเสบดี เป็นไวรัสตับอักเสบที่พบได้ไม่บ่อย โดยจะพบในกลุ่มคนที่เป็นไวรัสตับอีกเสบบี ชนิดเรื้อรัง และมักจะพบในกลุ่มผู้ติดยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น แต่ในประเทศไทยปัญหาหลักจะอยู่ที่ไวรัสตับอัสเสบบีและ ซี โดยไวรัสตับอัสเสบบีเป็นไวรัสที่พบได้ 4 – 5 % ขอจำนวนประชากร หรือประมาณ 3 ล้านคนทั่วประเทศไทย ส่วนไวรัสตับอักเสบซี พบได้ประมาณ 1 – 2 % ของจำนวนประชากร หรือเกือบ 1 ล้านคน โดยในผู้ที่ติดไวรัสตับอักเสบบี หากมีร่างกายเป็นปรกติ ภูมิต้านทานไม่บกพร่อง ก็มีโอกาสหายขาดสูง 80 -90 % และเมื่อหายขาดแล้ว ผู้ป่วยก็จะมีภูมิต้านทานไปตลอดชีวิต   แต่หากมีการติดเชื้อในวัยทารก โอกาสที่จะเกิดตับอักเสบเรื้อรังก็มีสูงถึง 90 % อย่างไรก็ตามในปัจจุบันจะมีการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีให้ทารกแรกเกิดทุกคน ดังนั้นโอกาสในการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในทารกจึงน้อยลงไปมาก
       ส่วนไวรัสตับอักเสบซี ในอดีตโดยเฉพาะก่อนปีพ.ศ.2538 การติดเชื้อส่วนใหญ่จะเกิดจากการได้รับเลือดและการใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น ซึ่งในปัจจุบันการติดเชื้อผ่านทางการรับเลือดพบได้น้อยมาก เนื่องจากมีการคัดกรองเลือดอย่างละเอียดด้วยมาตรฐานเดียวกับต่างประเทศ นอกจากนั้นยังพบผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นในประเทศไทยน้อยลง ดังนั้นจึงพบผู้ติดเชื้อรายใหม่น้อยลง โดยผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ที่รับเชื้อมาตั้งแต่ก่อนปีพ.ศ.2538

อาการของผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ

       หากเป็นตับอักเสบชนิดเฉียบพลัน ผู้ป่วยอาจจะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน นำมาก่อนประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นอาจจะมีตัว ตาเหลือง และมีเอนไซม์ขึ้น อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยกว่าครึ่งอาจจะไม่มีอาการแสดง และผู้ป่วยก็มักจะไม่ทราบว่าตนเองป่วยด้วย

วิธีการตรวจวินิจฉัยโรคตับอักเสบ

       หากผู้ใดมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อตับอักเสบ เช่น มีประวัติคนในครอบครัวติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี ป่วยเป็นมะเร็งตับ  เคยมีประวัติได้รับเลือดก่อนปีพ.ศ.2538 เคยใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น หรือแม้แต่การสัก ก็อาจจะมีโอกาสติดเชื้อไวรัสตับอักเสบได้ ดังนั้นจึงควรเข้าไปรับการตรวจเลือดเพื่อค้นหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซึ่งปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายในหลักร้อยเท่านั้น

การรักษาโรคตับอักเสบ

       ในกรณีของผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี แม้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ปัจจุบันก็มียาที่ช่วยคุมให้โรคสงบได้ โดยจะไปกดไวรัสเอาไว้ ทำให้การอักเสบของตับลดลง และตับเสื่อมลงน้อยมาก ส่วนไวรัสตับอกัเสบซี ปัจจุบันมียาที่สามารถรักษาโรคให้หายขาดได้แล้ว

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ

       ในกรณีของไวรัสตับอักเสบบี วิธีการป้องกันการติดเชื้อก็คือหลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หลีกเลี่ยงการสำส่อนทางเพศ ซึ่งในกรณีของผู้ที่ยังไม่มีภูมิต้านทานต่อไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบเอ ปัจจุบันมีวัคซีนในการป้องกันไวรัสทั้งสองชนิดนี้ออกมาใช้แล้ว ซึ่งมีราคาไม่สูงมาก และหากฉีดวัคซีนและมีภูมิต้านทานแล้วก็จะสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ตลอดชีวิต ส่วนไวรัสตับอักเสบซี ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนออกมาใช้ ดังนั้นการป้องกันที่ดีที่สุดก็คือการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งที่สำคัญก็คือการใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น

ไวรัสตับอักเสบ...ไม่ใช่โรคทางกรรมพันธุ์

       ไวรัสตับอักเสบ ไม่ใช่โรคทางกรรมพันธุ์ แต่ในอดีตโรคนี้สามารถแพร่จากมารดาไปสู่ทารกได้ในระหว่างการคลอด แต่ในปัจจุบันได้มีการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีให้ทารกทุกราย ดังนั้นจึงไม่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจากแม่สู่ลูกอีกต่อไป

อาหารต้องห้ามในผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ

       โดยปรกติในผู้ป่วยตับอักเสบที่ไม่มีตับแข็งรุนแรงจะสามารถรับประทานอาหารทุกอย่างได้เหมือนคนปรกติ แต่ก็ควรรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ เลือกรับประทานอาหารที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ  ไม่รับประทานอาหารเค็ม อาหารหมักดอง หลีกเลี่ยงอาหารที่ปนเปื้อนสารอัลฟ่าท็อกซิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง และหลีกเลี่ยงการดื่มสุรา เพราะจะยิ่งเสริมให้มีโอกาสเป็นมะเร็งตับได้มากขึ้น
       ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแสดง หากมีอาการก็มักจะอยู่ในระยะสุดท้าย หรือเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย ซึ่งการรักษาไม่มีประโยชน์แล้ว ดังนั้นทุกคนจึงควรมีการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซึ่งหากตรวจไม่พบและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ก็จะปลอดจากไวรัสตับอักเสบเรื้อรังและมะเร็งตับด้วย
       สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบเพิ่มเติม ในวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2555 ทางโรงพยาบาลศิริราชจะจัดกิจกรรม “วันรักตับโรค” เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ป่วยโรคตับและญาติพี่น้อง ซึ่งสำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสำรองที่นั่งได้ที่หมายเลขโทรศัทพ์ 08-4662-4388 หรือ 08-5231-2040

คำถามจากผู้ฟังทางบ้าน

Q: ไวรัสตับอักเสบบี สารถติดต่อจากการรับประทานอาหารร่วมกันได้หรือไม่?

A: โดยทั่วไปไวรัสตับอักเสบบีจะติดต่อกันผ่านทางเลือดหรือการมีเพศสัมพันธ์ แต่การรับประทานอาหารร่วมกันไม่สามารถทำให้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีได้

Back

Comment

Lumyuk Audio Clips

No flash player!

It looks like you don't have flash player installed. Click here to go to Macromedia download page.

PReMA on Twitter

PReMA on Facebook