PReMA Projects & Activities
  print 
  การรับประทานยา ส่งผลข้างเคียงต่อการขับรถและการใช้ถนนอย่างไร? Bookmark and Share

วันเสาร์ที่ 31 ธค. เวลา 14:15 – 14:30 น. ทางวิทยุ จ.ส. 100  

      

รายการ :    “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ”

ออกอากาศทาง : สถานีวิทยุ จส. 100 (FM 100 MHz.)
วัน และ เวลาออกอากาศ : วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม 2554 เวลา 14:15 น. – 14:30 น.

นาวาอากาศเอก (พิเศษ) นพ. อิทธพร คณะเจริญ

กรรมการและรองเลขาธิการแพทยสภา

การรับประทานยา ส่งผลข้างเคียงต่อการขับรถและการใช้ถนนอย่างไร?

       เมื่อกล่าวถึงอุบัติเหตุจากการเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่ หลายคนอาจมองว่ามาจากสาเหตุเมาแล้วขับเป็นหลัก ทั้งที่จริง ๆ แล้ว อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยทั้งเมาแล้วขับ ความประมาท หรือแม้กระทั่งง่วงแล้วหลับใน โดยการหลับในเพียง 10 – 15 วินาที ก็อาจเป็นสาเหตุแห่งการเสียชีวิตบนท้องถนนได้ ซึ่งในประเด็นหลังสุด บางคนอาจมองว่าเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอหรือเมาสุรา แต่มักมองข้ามอาการง่วงนอนที่มีสาเหตุมาจากการรับประทานยา ซึ่งรายการ “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ” ในครั้งนี้ เราจะไปพูดคุยกับนาวาอากาศเอก (พิเศษ) นพ. อิทธพร คณะเจริญ กรรมการและรองเลขาธิการแพทยสภา เกี่ยวกับอาการง่วงนอนที่เกิดจากการรับประทานยา อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญของการหลับในในระหว่างขับรถ อันนำไปสู่อุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ผู้คนจำนวนมากต้องเดินทางไกล เช่นเทศกาลปีใหม่

อุบัติเหตุจากการหลับใน

       อุบัติเหตุจากการหลับในโดยทั่วไปหมายถึงการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเนื่องจากผู้ใช้รถใช้ถนนมีสติสัมปชัญญะไม่ครบ ส่งผลให้การตัดสินใจมีความช้าลง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเหยียบเบรคช้า คิดช้า หลบรถไม่ทัน ซึ่ง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554  มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนไปแล้ว 94 ราย บาดเจ็บ 1,051 ราย โดยในวันที่ 30 ธันวาคม 2554 มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น 547 ครั้ง ซึ่งเกิดจากการเมาสุราถึง 74 % เป็นผู้ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ 82 %  จะเห็นได้ว่าการสูญเสียสติสัมปชัญญะหรือการตัดสินใจช้าเป็นสาเหตุในการเกิดอุบัติเหตุมากกว่าครึ่งหนึ่งของการเกิดอุบัติเหตุทั้งหมด

สาเหตุของอาการง่วงนอน

       หลายคนอาจมองว่าการสูญเสียสติสัมปชัญญะหรือการตัดสินใจช้าเกิดจากการหลับในเนื่องจากรับประทานสุรา แต่ในทางการแพทย์พบว่าสาเหตุหนึ่งของการหลับในเกิดจากการรับประทานยา โดยเฉพาะยาสำหรับรักษาไข้หวัด ซึ่งผู้ป่วยบางรายอาจไปพบแพทย์และได้รับยามา บางรายไปซื้อยามารับประทานเอง แต่คนส่วนใหญ่ไม่ชอบอ่านฉลากยา จึงไม่ทราบว่ายานั้น ๆ มีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการง่วงนอนและหากรับประทานแล้วก็ไม่ควรขับรถ แต่อีกหลายรายนั้นทราบถึงผลข้างเคียงแต่หวังพึ่งกาแฟเพื่อทำให้ไม่ง่วงนอน ซึ่งเป็นอันตรายมาก เพราะจะทำให้เกิดอาการหลับ ๆ ตื่น ๆ แทนอาการหลับในและอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้เช่นกัน

ยากลุ่มที่ใช้แล้วทำให้เกิดอาการง่วงนอน

       นอกจากยาแก้หวัดแล้ว ยังมียาอีกหลายกลุ่มที่มีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการง่วงนอน เช่นยาแก้ปวดศีรษะ ยาแก้อาการซึมเศร้า ยาแก้เครียด ยาแก้อาการนอนไม่หลับ รวมไปถึงยาความดันโลหิตสูง ยารักษาโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ยาลดไขมันในเส้นเลือด ซึ่งผู้ใช้ควรระมัดระวังและอ่านฉลากยาก่อนใช้

เตรียมตัวเดินทางอย่างไร หากต้องรับประทานยาที่มีผลทำให้ง่วงนอน?

       สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไกลที่มีความจำเป็นต้องใช้ยากลุ่มที่ทำให้เกิดอาการง่วงนอน หากเคยรับประทานยากลุ่มนี้แล้วไม่รู้สึกง่วง หรือรับประทานยามนานกว่า 1 สัปดาห์แล้วรู้สึกว่าไม่มีผลกระทบใด ๆ ก็สามารถขับรถได้ แต่หากเริ่มป่วยและเพิ่งเริ่มรับประทานยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการเดินทาง โดยแพทย์และเภสัชกรอาจแนะนำให้งดรับประทานยามื้อก่อนการเดินทางและมื้อระหว่างการเดินทาง และเมื่อถึงจุดหมายแล้วจึงค่อยรับประทานยาต่อ แต่หากยังไม่มั่นใจก็สามารถหาผู้ช่วยนั่งคู่ไปด้วย เพื่อคอยดูแลกันในระหว่างการเดินทาง โดยต้องแน่ใจด้วยว่าผู้ช่วยไม่เมาสุรา หรือหากไม่มั่นใจอีกก็สามารถใช้รถโดยสารประจำทางได้

ยากระตุ้นไม่ให้ง่วงนอนก็อันตราย

       ยากระตุ้นที่ทำให้ไม่ง่วงนอนนั้นมีผลดีสำหรับบางท่าน และไม่เกิดผลดีสำหรับบางท่าน เพราะอาจมีผลทำให้บีบหัวใจ กระตุ้นสมอง ตาค้าง ประสาทสั่งงานช้า นอกจากนั้นการใช้ยาในระยะยาวยังจะทำให้ประสาทได้รับการกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่งผลให้ประสาทเกิดปัญหาได้ ดังนั้นการพักผ่อนให้เพียงพอและการออกกำลังกายจึงเป็นวิธีป้องกันอาการง่วงนอนขณะขับรถที่ดีที่สุด

แพทยสภากับการแก้ปัญหาการใช้ยา

       ขณะนี้ทางแพทยสภาได้ร่วมมือกับหลายองค์กรเพื่อรณรงค์เรื่อง “Drug Safety” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้เรื่องคุณสมบัติของยา เข้าใจยามากขึ้น และใช้ยาให้เกิดประโยชน์มากที่สุด โดยเฉพาะยาในกลุ่มที่ส่งผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการง่วงนอนและอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งหัวข้อการรณรงค์ที่จะจัดขึ้นในปีหน้า คือ “กินยาง่วง อย่าห่วงขับรถ อาจก่อเหตุสลดได้” โดยทางแพทยสภาจะเข้าไปให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับยากลุ่มดังกล่าว เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดจากอาการหลับใน

ข้อควรคำนึง...ถึงผู้เดินทางไกล

ในการเดินทางไกล มีประเด็นที่ควรคำนึงถึงดังนี้ คือ
       • ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว หากต้องเดินทางไกล ควรนำยาติดตัวไปด้วยให้ครบถ้วนและเพียงพอ เนื่องจากยาบางชนิดจะมีเฉพาะในโรงพยาบาลที่ท่านเข้ารับการรักษาเท่านั้น และอาจหาซื้อไม่ได้ตามต่างจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งยารักษาโรคเบาหวาน และยาแก้หอบหืด
       • สำหรับโรคที่ต้องมียาฉุกเฉินประจำกาย ผู้เดินทางไกลต้องนำติดตัวไปด้วยเช่นกัน เช่น ผู้ที่เป็นหอบหืดต้องนำยาพ่นไปด้วย และผู้ที่เป็นโรคหัวใจก็ต้องนำยาพ่นหรือยาอมใต้ลิ้นติดตัวไปด้วย เพราะหากเกิดอาการป่วยกระทันหันจะได้ใช้ยาเหล่านี้บรรเทาอาการก่อนเดินทางไปพบแพทย์
       • ก่อนการเดินทางไหล หากต้องรับยาใหม่ใด ๆ ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบว่าจะต้องขับรถ และขอให้จัดยาที่ไม่มีผลต่อความง่วงให้ แต่หากต้องใช้ยาเหล่านั้นก็ควรหลีกเลี่ยงการขับรถ
       • สิ่งที่น่าวิตกกังวลมากที่สุดก็คืออาการเมาสุรา เพราะเมื่อรับประทานสุราแล้ว จะทำให้ความสามารถในการตัดสินใจช้าลงและอาจทำให้เกิดอาการง่วงนอน ซึ่งหากผู้ขับขี่ยานพาหนะดื่มสุราและรับประทานยาที่มีผลทำให้ง่วงนอนร่วมด้วย ก็จะมีผลต่ออาการง่วงนอนเป็นสองเท่า ดังนั้นหากเมาสุราก็ไม่ควรขับรถ จะเป็นผลดีที่สุด

Back

Comment

Lumyuk Audio Clips

No flash player!

It looks like you don't have flash player installed. Click here to go to Macromedia download page.

PReMA on Twitter

PReMA on Facebook