บทสรุปผู้บริหาร (Executive Summary)

   การวิจัยทางคลินิกก่อให้เกิดนวัตกรรมด้านการดูแลสุขภาพและการเติบโตของเศรษฐกิจในหลายประเทศ ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประตูหลักสู่เอเชียและเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาค ประเทศไทยเป็นผู้ให้บริการด้านการวิจัยทางคลินิกที่กำลังเติบโต ฉะนั้น การที่ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก มีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า อีกทั้งมีนโยบายรัฐให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมการวิจัยทางคลินิก จะช่วยให้ประเทศไทยอยู่ในสถานะที่จะขยายงานด้านการวิจัยทางคลินิกต่อไปได้เป็นอย่างดี

อ่านต่อ...

   สถานการณ์ของการวิจัยทางคลินิกในปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่ายังไม่มีความตระหนักมากนักถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำวิจัยทางคลินิกในประเทศไทย ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เช่นประเทศเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งต่างประสบผลสำเร็จในการดึงดูดการวิจัยทางคลินิกได้ดีกว่าโดยในช่วงปี พ.ศ. 2553-2558 มีงานวิจัยทางคลินิกในเกาหลีใต้มากกว่า 4,000 โครงการ ในไต้หวันมากกว่า 2,000 โครงการ แต่ในประเทศไทยมีไม่ถึง 1,000 โครงการ (967 โครงการ)

   สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (พรีม่า) ได้มอบหมายให้ บริษัท ดีลอยท์ แอ็กเซส อีโคโนมิกส์ทำการศึกษาเพื่อวิเคราะห์ถึงประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากการทำวิจัยทางคลินิก ทั้งในแง่เศรษฐศาสตร์และสุขภาพอย่างละเอียดและเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ คณะทำงานดังกล่าวได้ผสมผสานวิธีเก็บข้อมูลในการวิจัยอันได้แก่ การสำรวจความคิดเห็น การสัมภาษณ์ และการวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิ



ระเบียบวิธีวิจัย

   โดยการสำรวจข้อมูลจากสมาชิกพรีม่า องค์กรวิจัยทางคลินิกและมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการจ้างงานวิจัย ค่าใช้จ่ายในการทำวิจัย จำนวนอาสาสมัคร และหน่วยบริการในประเทศที่เข้าร่วมการวิจัย รวมถึงความท้าทายและโอกาสสำหรับการทำวิจัยทางคลินิกในประเทศไทย การสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ นอกจากนี้ ยังมีการรวบรวมและสืบค้นข้อมูลทุติยภูมิ เพื่อเป็นการเสริมและยืนยันความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ได้ศึกษาค้นพบ รวมทั้ง ได้รับข้อเสนอแนะและแนวทางในการแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ โดยมีแหล่งข้อมูลอ้างอิงประกอบด้วย ฐานข้อมูลการวิจัยทางคลินิก (clinicaltrials.gov, Thai Clinical Trials Registry)1 หน่วยงานของภาครัฐ(กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) รวมทั้งรายงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์

อ่านต่อ...

วิธีวิจัย

  • สมาชิกพรีม่า
  • องค์กรวิจัยทางคลินิก
  • มหาวิทยาลัย

ผลการสำรวจ 20 รายการจากบริษัทสมาชิก
(ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย) คิดเป็นอัตราการตอบแบบสอบถามร้อยละ 67

ข้อมูลจากการสำรวจบางส่วนมีข้อจำกัดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการทำวิจัยทางคลินิก

มีการสัมภาษณ์ในประเทศหลายครั้ง

สมาชิกพรีม่า9 ครั้ง
องค์กรวิจัยทางคลินิก2 ครั้ง
เครือข่ายวิจัยกลุ่มสถาบัน
แพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย
2 ครั้ง
มหาวิทยาลัย7 ครั้ง

การสัมภาษณ์มุ่งเน้นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม การทำการวิจัยทางคลินิก ความท้าทายอุปสรรค และโอกาส

หาข้อมูลสนับสนุนเพิ่มเติมจากการทบทวนวรรณกรรม

แหล่งข้อมูลรวมถึง

  • บทความจากวารสารวิชาการ (peer review)
  • Clinical Trials.gov
  • กระทรวงสาธารณสุข
  • องค์การอนามัยโลก
  • Thai Clinical Trials Registry

ผลของการศึกษาวิจัยได้นำไปสู่การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และปัญหา/อุปสรรค (SWOT Analysis)รวมทั้งการจัดทำข้อเสนอแนะ เชิงนโยบาย

การดำเนินการข้างต้นได้ทำควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ทั้งในส่วนต้นทุน และประโยชน์ที่ได้ซึ่งประกอบด้วย

  • ผลทางตรงและทางอ้อมทางด้านเศรษฐศาสตร์ กล่าวโดยรวมจะเห็นว่าการวิจัยทางคลินิกทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้น อันเป็นผลมาจากการดำเนินงานของหน่วยงานรับทำวิจัยทางคลินิกและภาคธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกันทั้งสินค้าและบริการให้กับองค์กรเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น การว่าจ้างองค์กรวิจัยทางคลินิก (contract research organisation : CRO) มูลค่าเพิ่มที่ได้ จะไม่ได้มีแค่เพียงมูลค่าทางธุรกิจที่องค์กรวิจัยทางคลินิกได้รับเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงรายได้ของสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น การใช้ไฟฟ้า ผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์และบริษัทให้บริการการจัดเก็บข้อมูล ในการเป็นผู้จัดหาสินค้าและบริการเพื่อใช้ในการวิจัย

  • มูลค่าทางเศรษฐศาสตร์จากการผลิตยา บริษัทต่างๆ ลงทุนในการวิจัย โดยหวังว่าในที่สุดแล้วจะมียาใหม่ออกมาสู่ตลาด อย่างไรก็ดี การวิจัยทางคลินิกของยาใหม่นั้นใช้เวลานานและมีต้นทุนสูง ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่สามารถนำยาใหม่ออกสู่ตลาดมาได้ ส่วนในกรณีที่สามารถวิจัยพัฒนายาใหม่ออกมาได้ก็มักจะต้องใช้เวลาไปกับกระบวนการในการขอขึ้นทะเบียนจากภาครัฐทำให้เหลือระยะเวลาการคุ้มครองตามสิทธิบัตรที่จำกัดในการที่จะชดเชยต้นทุนที่ใช้ไปในการวิจัยพัฒนายา รายงานวิจัยฉบับนี้ได้ประมาณการมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ในระยะยาวที่เป็นผลมาจากการวิจัยทางคลินิกในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2558

  • ประโยชน์ด้านสุขภาพ การทำให้สุขภาพดีขึ้นในระยะยาวนั้น ต้องอาศัยยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ใหม่ๆที่ดีขึ้น และสิ่งเหล่านี้เป็นผลมาจากการวิจัยทางการแพทย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไปในรูปของการวิจัยทางคลินิกประโยชน์ดังกล่าวที่เกิดกับประชากรไทยนั้น ส่วนใหญ่มาจากการวิจัยยาที่ทำทั่วโลก แต่ก็มีบ้างที่เป็นการวิจัยที่เป็นทำในประเทศไทย รายงานฉบับนี้ได้ใช้เทคนิคมาตรฐานกำหนดมูลค่าทางการเงินไปจนถึงจำนวนปีที่ประชากรไทยมีสุขภาพดีจากการวิจัยดังกล่าว


ประโยชน์เหล่านี้ได้มาจากการเปรียบเทียบต้นทุนในการวิจัยทางคลินิกของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2558 โดยใช้กรอบการวิเคราะห์ต้นทุน-ประโยชน์ที่ได้รับ (Cost -Benefit Analysis)


1 จากรายการที่ระบุไว้ใน www.ClinicalTrials.gov. โดยไม่รวมการวิจัยที่ระบุไว้เฉพาะเพียงในประเทศเท่านั้น


ผลลัพธ์ (Result)

   การวิเคราะห์โดยใช้ SWOT ทำให้พบว่าปัจจัยสำคัญที่สุดในการดึงดูดการลงทุนด้านการวิจัยทางคลินิกมาสู่ประเทศไทยคือ จำนวนประชากรของผู้ป่วยที่ไม่เคยได้รับการรักษามาก่อน และแรงงานที่มีทักษะสูงในการทำวิจัยซึ่งกลุ่มคนดังกล่าวมีอยู่เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาอันยาวนานของกระบวนการพิจารณาโดยคณะกรรมการจริยธรรม และกระบวนการอนุมัติใบอนุญาตนำเข้ายาเพื่อการวิจัย กลับกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดต่อการเพิ่มขึ้นของการลงทุนด้านการทำวิจัยทางคลินิกในประเทศไทย

อ่านต่อ...

การวิเคราะห์ SWOT ของการทำวิจัยทางคลินิกในประเทศไทย


การให้บริการการทำวิจัยทางคลินิกของประเทศไทย

ประเทศไทยมีความพร้อมในการเป็นผู้นำในการทำวิจัยทางคลินิกระดับสากล

อ่านต่อ...

จำนวนของงานวิจัยทางคลินิกที่ได้ดำเนินการในประเทศไทย
จำแนกรายปีและระยะของการทำวิจัย

ดีลอยท์ แอ็กเซส อีโคโนมิกส์ ได้วิเคราะห์ว่า มีการใช้จ่ายประมาณ 10,400 ล้านบาท (320 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในการวิจัยทางคลินิกในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2558 ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 75 (7,800 ล้านบาท หรือ 240 ล้านเหรียญสหรัฐ) ใช้ไปในการทำวิจัยทางคลินิกระยะที่ 3 ในขณะที่การวิจัยระยะที่ 1 นั้นมีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด(ประมาณร้อยละ 3 ของค่าใช้จ่ายในการวิจัยทั้งหมด)

มีผู้ป่วยไทยมากกว่า 111,000 คน เข้าร่วมในการวิจัยทางคลินิก ในปี พ.ศ. 2558 และประมาณร้อยละ 36 ของการวิจัยในประเทศไทยได้รับเงินสนับสนุนจากบริษัทยา โดยประมาณการค่าใช้จ่ายในการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากเอกชนคือ 3,940 ล้านบาท (120 ล้านเหรียญสหรัฐ)

ในปี พ.ศ. 2558 มีการประมาณการว่า มีการจ้างงานโดยตรงโดยเทียบการปฏิบัติงานเต็มเวลา (Full time equivalents: FTEs) คิดเป็นจำนวน 8,905 ตำแหน่ง ในการวิจัยทางคลินิกในประเทศไทย โดยได้รับค่าจ้างประมาณ 4,900 ล้านบาท (150 ล้านเหรียญสหรัฐ) นอกจากนี้ ยัังมีการจ้างงานเต็มเวลาในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการวิจัยทางคลินิกจำนวน 6,604 ตำแหน่ง ยกตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น ไปรษณีย์และโทรคมนาคมอุตสาหกรรมกระดาษ และไฟฟ้า 2

ในปี พ.ศ. 2558 การวิจัยทางคลินิกได้สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยประมาณ 8,800 ล้านบาท3 (270 ล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 0.05 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของไทย ในจำนวนนี้ 2,000 ล้านบาท (60 ล้านเหรียญสหรัฐ) เป็นผลมาจากอุตสาหกรรมต้นน้ำ


2 อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั้งสามโดยเรียงลำดับตามมูลค่าที่ส่งผลต่อไปยังการวิจัยทางคลินิก

3 ผลกระทบเชิงบวกต่อ GDP ได้มาจากกระบวนการดังนี้คือ : ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการวิจัยทั้งหมด (10,400 ล้านบาท) คิดเป็นผลผลิตทางตรง โดยมากกว่ารายได้ที่นำไปสู่ GDP ของประเทศ (8,800 ล้านบาท) ซึ่งเท่ากับสร้างสร้างมูลค่าเพิ่มโดยรวม (ทั้งจากทางตรงและทางอ้อม) ให้กับประเทศ


จากประมาณการวิจัยทางคลินิกที่ดำเนินการในปี พ.ศ. 2558 ทำให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจของการผลิตยาในอนาคตมากพอที่จะก่อให้เกิดอัตราผลตอบแทนการลงทุนร้อยละ 4.2 ตามมูลค่าสุทธิในปัจจุบัน กล่าวคือ มูลค่าทางเศรษฐกิจในอนาคตจะเป็นร้อยละ 104.2 ของต้นทุนรวมในการวิจัยทางคลินิกในปัจจุบัน (ทั้งการวิจัยที่ประสบความสำเร็จและที่ไม่ประสบความสำเร็จ) คาดกันว่า การวิจัยทางคลินิกที่ดำเนินการในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2558 จะทำให้ยาที่ผลิตได้มีผลตอบแทนสุทธิด้านเศรษฐศาสตร์ ถึง 436 ล้านบาท (13.4 ล้านเหรียญสหรัฐ)


การวิจัยทางการแพทย์ยังช่วยให้ภาวะความเจ็บป่วยและอัตราการตายในประเทศลดลง ซึ่งประมาณการคร่าวๆ ระบุว่า การวิจัยทางการแพทย์สามารถลดอัตราตายและอัตราการเกิดโรคในประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีผลช่วยลดภาระจากการเจ็บป่วยและบาดเจ็บลงได้ครึ่งหนึ่งต่อปี จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก พบว่า การวิจัยทางการแพทย์ทั่วโลกสามารถลดความสูญเสียจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรและจากโรคภัย (Disability Adjusted Life Year - DAYSs)ของประเทศไทยได้ 3.01 ล้าน DALYs ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2543 ถึง ในปี พ.ศ. 2558

เนื่องจากการทำวิจัยทางคลินิกคิดเป็นร้อยละ 75 ของการวิจัยทางการแพทย์ จึงประมาณได้ว่า การทำวิจัยทางคลินิกทั่วโลก ช่วยลดความสูญเสียจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรและจากโรคภัยในประเทศไทยได้ 2.26 ล้าน DALYs หรือ คิดเป็นการลดลงของความสูญเสียดังกล่าวได้ 8,326 DALYs จากการทำวิจัยทางคลินิกเฉพาะในประเทศไทย

มูลค่าทางการเงินของการอยู่อย่างมีสุขภาวะส่วนที่สืบเนื่องมาจากการวิจัยทางคลินิกในประเทศอาจประมาณการได้โดยใช้มูลค่าทางตลาดของปีสุขภาวะในประเทศไทย (1.8 ล้านบาท หรือ 60 ล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งมูลค่าสุทธิของประโยชน์ด้านสุขภาพที่คาดหวังโดยรวมในปัจจุบันอันเกิดจากการวิจัยทางคลินิกที่ดำเนินการในประเทศไทยในใ นปี พ.ศ. 2558 โดยประมาณคือ 10,500 ล้านบาท (320 ล้านเหรียญสหรัฐ)


จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก และการศึกษาของดีลอยท์ผลประโยชน์ทางด้านสุขภาพที่ได้จากการทำวิจัยทางคลินิกในประเทศไทยในปี 2558 คิดเป็นมูลค่า 10,500 บาท

มีการรวบรวมและวิเคราะห์ต้นทุนและประโยชน์ทั้งหมดที่เกิดจากการทำวิจัยทางคลินิกในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2558 พบว่าต้นทุน 10,400 ล้านบาท ที่ใช้ไปก่อให้เกิดผลประโยชน์รวม 30,000 ล้านบาท (900 ล้านเหรียญสหรัฐ) โดยมีสัดส่วนผลประโยชน์-ต้นทุนเท่ากับ 2.9:1 นั่นหมายความว่า ทุก 1 บาทที่ใช้ไปในการทำวิจัยทางคลินิกในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2558 จะได้ผลตอบแทนกลับมา 2.9 บาท



ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

จากการศึกษาพบว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการวิจัยหลักๆ เห็นว่า สาเหตุที่ประเทศไทยได้รับส่วนแบ่งการทำวิจัยทางคลินิกที่ดำเนินการพร้อมๆกันในหลายประเทศลดลง คือความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องปฏิรูปกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องในการวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปรับกระบวนการทบทวนข้อมูลตำรับยาก่อนการอนุมัติและลดระยะเวลาในการอนุมัติลง ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการวิจัยโดยทั่วไปยินดีจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น เพื่อให้งานเสร็จตามกำหนดเวลาที่ต้องการ นอกจากนี้ ยังมีความจำเป็นเร่งด่วนในการเพิ่มสถานที่ทำการวิจัยทางคลินิกในภูมิภาคที่ได้รับการรับรองให้มากขึ้นเนื่องจากเป็นแหล่งประชากรผู้ป่วยที่ไม่เคยได้รับการรักษาเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบหลักอันหนึ่งของประเทศไทย

อ่านต่อ...

จากประสบการณ์ของประเทศไต้หวัน เกาหลี และสิงคโปร์หลังจากมีการปรับกระบวนการทางด้านกฎระเบียบให้กระชับขึ้น ทำให้ดีลอยท์เชื่อว่าประเทศไทยก็น่าจะมีอัตราการเติบโตแบบเดียวกัน ในด้านจำนวนการวิจัยทางคลินิกที่ดำเนินการในหลายประเทศพร้อมๆกันเช่นเดียวกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค กล่าวคือ ประมาณ 5 ปีหลังจากการปฏิรูปกฎระเบียบเกี่ยวกับการวิจัยทางคลินิกของประเทศเหล่านั้น แต่ละประเทศได้กลายเป็็นสถานที่วิจัยทางคลินิกระดับสากลเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าของที่เคยเป็นเมื่อ 5 ปีก่อนการปฏิรูป ในทำนองเดียวกันคู่แข่งของประเทศไทย (ประเทศที่กล่าวมาข้างต้น รวมถึงเวียดนาม มาเลเซีย กัมพูชา และฟิลิปปินส์) ต่างมีอัตราการเติบโตรวมกันในเรื่องการเป็นสถานที่วิจัยทางคลินิกระดับสากลสูงกว่าประเทศไทยประมาณหนึ่งในสามในช่วง 5 ปจี นถงึ ป ี พ.ศ. 2558 ดังนั้นหากประเทศไทยปรับกระบวนการด้านกฎระเบียบให้ดีขึ้นเหมือนประเทศคู่แข่งเหล่านี้ก็เป็นไปได้ที่การวิจัยทางคลินิกโดยรวมในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นได้ถึงประมาณร้อยละ 20 ซึ่งจะทำให้มีผลตอบแทนสุทธิเพิ่มสูงขึ้นถึงประมาณปีละ 3,900 ล้านบาท (100 ล้านเหรียญสหรัฐ)

โดยรวมแล้ว ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะสร้างความเติบโตใหม่ๆแก่ของตลาดการวิจัยทางคลินิก อย่างไรก็ดีสถานภาพปัจจุบันของอุตสาหกรรมแสดงให้เห็นว่าประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ของการทำการวิจัยทางคลินิกในประเทศยังไม่เป็นที่ประจักษ์ เพื่อให้สามารถตระหนักถึงประโยชน์ดังกล่าว ประเทศไทยควรดำเนินการดังต่อไปนี้

1. การทำให้กฏระเบียบต่างๆมีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

  • i) เพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ภาครัฐและการพัฒนาศักยภาพบุคลากรร่วมกับพันธมิตรระดับสากล
  • ii) มีหน่วยงานกลางของคณะกรรมการจริยธรรม รวมถึงคณะกรรมการอนุมัติกลาง
  • iii) ยกเลิกภาษีนำเข้าสำหรับยาเพื่อการวิจัย
  • iv) เพิ่มจำนวนศูนย์วิจัยที่ได้รับการรับรองและเจ้าหน้าที่ที่มีทักษะ โดยเฉพาะในส่วนภูมิภาค

2. การให้ความสำคัญต่อนโยบายการพัฒนานวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการวิจัยทางคลินิก

  • i) พัฒนานโยบายด้านการวิจัยและพัฒนาและนวัตกรรม และมีการประสานการทำงานร่วมกันระหว่าง กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงการคลัง และ กระทรวงพาณิชย
  • ii) สร้างเสริมศักยภาพในการทำวิจัยทางคลินิกทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
  • iii) พัฒนาดัชนีประจำปีของการทำวิจัยทางคลินิกของยาชีวเภสัชศาสตร์เพื่อวัดผลความก้าวหน้า

3. ทำให้การปฏิรูปสามารถเป็นไปได้อย่างยั่งยืนโดยการสร้างให้เกิดคณะทำงานสหวิชาชีพด้านการทำวิจัยทางคลินิกระดับชาติเพื่อจัดทำแผนกลยุทธ์โดยละเอียดในการพัฒนาการทำวิจัยทางคลินิกในประเทศไทย

จากการศึกษาโดย Wong (พ.ศ. 2554) การนำข้อแนะนำดังกล่าวข้างต้นไปปรับใช้ให้้เกิดผลสามารถทำให้เกิดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยทางคลินิกเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำวิจัยทางคลินิกในระยะต้นและการวิจัยพัฒนานวัตกรรมซึ่งมีโอกาสในการเพิ่มมูลค่าอย่างสูง


ตัวเลขผลกระทบจากอุตสาหกรรมยา (Pharma by Number)

ในปี 2015 อุตสาหกรรมยาใช้เงินลงทุนสำหรับการวิจัยและพัฒนาต่อปีไปกว่า 141.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีโครงการพัฒนาในโรคดังต่อไปนี้เช่น
  • มะเร็งมี 1,813 โครงการ
  • เบาหวานมี 475 โครงการ
  • เอชไอวี/เอดส์ 159 โครงการ
  • โรคหลอดเลือดหัวใจ 559 โครงการ

ในบริษัทยา 10 อันดับแรก ครึ่งหนึ่งจะเป็นบริษัทยาวิจัยที่มีฐานเป็นยาชีวภาพ (Biopharmaceutical) เมื่อเปรียบเทียบงบประมาณที่ใช้ในการวิจัยและพัฒนาของอุตสาหกรรมยาชีวภาพต่อปีแล้ว พบว่าสูงกว่าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับทางทหารและอวกาศยานถึง 5 เท่า จากข้อมูลระหว่างปี 2000 - 2008 จะพบว่าสิ่งที่ทางอุตสาหกรรมยาได้ทำและส่งผลต่อวงการสุขภาพ ยกตัวอย่างเช่น
  • การมีวัคซีนใหม่ๆ สามารถช่วยลดการเสียชีวิตด้วยโรคหัดในแอฟริกาได้ถึงร้อยละ 92
  • จากตัวเลขของ IFPMA ในปี 2014 พบว่ามีโครงการวิจัยและพัฒนายาสำหรับประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะ 186 โครงการ
  • ร้อยละ 88 ของโครงการเป็นโครงการวิจัยสำหรับโรคเขตร้อนที่ถูกละเลย (NTDs - Neglected Tropical Diseases) ซึ่งเกิดจากความร่วมมือกันระหว่างสมาชิกของบริษัทใน IFPMA และภาคีเครือข่ายมากกว่า 80 กลุ่มจากทั้งมหาวิทยาลัย ภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ซึ่ง IFPMA เป็นหน่วยงานระดับโลกอันดับ 3 ที่ให้ทุนในการวิจัยโรคกลุ่มนี้ โดยในปี 2013 ได้มีการให้ทุนวิจัยไปกว่า 401.2 ล้านเหรียญสหรัฐ มีศูนย์วิจัย 8 แห่งที่เน้นการวิจัยสำหรับวิธีการรักษาใหม่ให้กับโรค NTDs
  • มีประชากรโลกกว่า 500 ล้านคนได้รับภูมิคุ้มกันโรค ตั้งแต่ปี 2000

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่เกิดจากอุตสาหกรรมยา
  • ตลาดอุตสาหกรรมยาชีวภาพจะโตไปถึง 1.3 ล้านล้านดอลล่าร์ภายในปี 2018
  • ในปี 2012 อุตสาหกรรมยาชีวภาพได้สร้าง GDP คิดเป็นมูลค่า 436.8 พันล้านดอลล่าร์ ซึ่งเทียบเท่ากับขนาดเศรษฐกิจของประเทศอาร์เจนตินา
  • อุตสาหกรรมยาชีวภาพในระดับโลก (รวมไปถึงยาสามัญ) ได้จ้างแรงงานรวม 4.4 ล้านตำแหน่ง และจ่ายเงินเป็นค่าเงินเดือน 91.3 พันล้านดอลล่าร์