ประวัติความเป็นมาของสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA)

รากฐานแห่งความมุ่งมั่นของ PReMA ที่จะสร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย สามารถนับย้อนกลับไปได้เป็นเวลานานแล้ว เมื่อบริษัทที่เป็นสมาชิกของสมาคม ได้เริ่มนำยาสมัยใหม่เข้ามาใช้ในประเทศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และเมื่ออุตสาหกรรมยาของประเทศเริ่มเติบโตขึ้น PReMA ก็มีบทบาทสำคัญ เป็นผู้นำในการผลิตและส่งเสริมให้คนไทย ได้มีโอกาสใช้ยานวัตกรรมที่มีประสิทธิผลคุ้มค่า มีคุณภาพได้มาตรฐานสากลเท่าเทียมกับนานาชาติ รวมทั้งส่งเสริมจริยธรรมทางธุรกิจของสมาชิก

จุดเริ่มต้นในชื่อของ PPA

สมาชิกของ PReMA หลายบริษัทได้เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นเวลานานกว่า 100 ปีแล้ว ในขณะนั้นโรงพยาบาลศิริราช ได้ริเริ่มใช้ยาแผนปัจจุบันในประเทศไทยเป็นครั้งแรก บริษัทสมาชิกของ PReMA จึงได้เริ่มมีส่วนร่วมในงานด้านสาธารณสุขของประเทศนับแต่นั้นเป็นต้นมา การแพทย์สมัยใหม่ ตลอดจนการใช้ยาสมัยใหม่ เครื่องมือทางการแพทย์และวิทยาการอันทันสมัยมีเพิ่มมากขึ้น บริษัทต่างๆ ในธุรกิจอุตสาหกรรมยาจึงได้ปรึกษากันถึงความเป็นไปได้ ในการที่จะก่อตั้งสมาคมขึ้นเพื่อเป็นตัวกลางในการประสานงานกับภาครัฐ เพื่อพัฒนาวงการเภสัชอุตสาหกรรม

ในที่สุด มร.เฮนรี่ อาร์ โคเซ็ค ( Mr. Henry R.Koczyk ) จากบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล ฟาร์มาซูติคอล และ มร.เลียวนาร์ด ชาน (Mr. Leonard Chan) จากบริษัท ไฟเซอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จึงได้ขอยื่นก่อตั้ง “สมาคมผลิตเภสัชภัณฑ์” หรือ PPA (Pharmaceutical Products Association) ขึ้นในวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2513 และก็ได้มีการเปลี่ยนชื่อจาก “สมาคมผลิตเภสัชภัณฑ์” มาเป็น “สมาคมผู้ผลิตเภสัชภัณฑ์” PPA - (Pharmaceutical Producers Association) ในอีก 15 ปีต่อมา

จาก PPA สู่ PReMA

จนในที่สุดสมาคมผู้ผลิตเภสัชภัณฑ์ หรือ PPA ก็ได้ถูกเปลี่ยนชื่อและตราสัญลักษณ์ใหม่เป็น PReMA (Pharmaceutical Research and Manufacturers Association) หรือ สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ เมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2547 และใช้ชื่อนี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ก็ “เพื่อเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงกิจกรรมหลักของสมาชิกสมาคม ซึ่งลงทุนทางด้านวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ได้มาซึ่งนวัตกรรมใหม่ทางด้านยา” เพื่อส่งเสริมและสนับสนุน เพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนและผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น

การวิจัยและพัฒนายานวัตกรรมจะต้องเดินหน้าต่อไปเพื่อเอาชนะวิวัฒนาการของโรค ที่ซับซ้อนขึ้นไปในทุกขณะ ในแต่ละปีจะต้องมีการลงทุนในด้านการวิจัย และพัฒนายาใหม่อย่างมหาศาล เพื่อให้ได้มาซึ่งยานวัตกรรมที่มีคุณภาพสูงกว่า และปลอดภัยกว่ามาสู่มวลมนุษยชาติ