รายการ : “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ”

ออกอากาศทาง : สถานีวิทยุ จส. 100 (FM 100 MHz.)

วัน และ เวลาออกอากาศ : วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม 2555 เวลา 14:15 น. – 14:30 น.



ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม

หน่วยโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันทางคลินิก ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อย่ายอมแพ้...โรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในคนทั่วไป แม้ส่วนใหญ่จะไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่ก็บั่นทอนคุณภาพชีวิตรวมทั้งสร้างความรำคาญใจให้แก่ผู้ป่วยอยู่ไม่น้อย

สำหรับรายการ “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ” ช่วงสุขภาพดีกับพรีม่าในครั้งนี้ ได้พูดคุยกับ ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม หน่วยโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันทางคลินิก ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ และวิธีการดูแลตนเองเพื่อป้องกันโรคภูมิแพ้ ในหัวข้อ “อย่ายอมแพ้...โรคภูมิแพ้”

สถานการณ์ของโรคภูมิแพ้ในประเทศไทย

โรคภูมิแพ้นั้นครอบคลุมทั้งภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจซึ่งได้แก่ภูมิแพ้จมูก ภูมิแพ้ทางหลอดลมซึ่งได้แก่โรคหืด ภูมิแพ้ทางตา ภูมิแพ้ผิวหนัง และอาการแพ้อาหาร ซึ่งอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ นอกจากนั้นการแพ้ยา และแพ้แบบช็อก ซึ่งหมายถึงการไปพบอะไรที่ร่างกายมีการแพ้อย่างรุนแรง ทำให้มีลมพิษขึ้นทั้งตัวและความดันตก ก็หมายถึงโรคภูมิแพ้เช่นกัน

สำหรับสถานการณ์โดยรวมของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ ปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยในผู้ใหญ่ ทุก 1 ใน 5 ราย หรือร้อยละ 20 จะป่วยเป็นภูมิแพ้ทางจมูก ส่วนในเด็กเล็กพบว่า 4 ใน 10 ราย หรือร้อยละ 40 จะป่วยเป็นภูมิแพ้ทางจมูก

อาการของโรคภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจ

สำหรับอาการของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจหรือภูมิแพ้ทางจมูก หากพบสิ่งที่แพ้ก็จะจาม น้ำมูกไหล คัน คัดจมูก ไอเรื้อรัง นอกจากนั้นยังอาจมีอาการปวดศีรษะเรื้อรังเนื่องจากไซนัสตัน เหนื่อยง่าย หายใจไม่เต็มปอด นอนกรน หรือนอนไม่เต็มอิ่ม

ปัจจุบันจำนวนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้ในประเทศไทยยังมีอยู่น้อย เพราะฉะนั้นประชาชนทั่วไปจึงควรตระหนักและศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้ และหากมีอาการต้องสงสัยดังกล่าวข้างต้น แต่ไม่แน่ใจว่าตนเองป่วยเป็นโรคภูมิแพ้หรือไม่ ก็ควรเข้าพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรับการรักษาต่อไป

การดูแลตนเองในเบื้องต้นของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจ

สำหรับผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจ ควรดูแลตนเองเพื่อไม่ให้อาการภูมิแพ้กำเริบบ่อยและไม่ต้องพึ่งยาในบางช่วง ด้วยบัญญัติ 5 ประการ คือ

1. พักผ่อนให้เพียงพอ โดยในผู้ใหญ่ควรเข้านอนก่อนเวลา 23.00 น. และเด็กควรเข้านอนก่อนเวลา 22.00 น.
2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ยกเว้นในระหว่างที่จมูกตันมากหรือหอบหืดกำเริบ
3. หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ง่าย เช่น หากแพ้ไรฝุ่น ในห้องนอนก็ไม่ควรพรม หรือมีหมอนและตุ๊กตามากเกินความจำเป็น
4. หลีกเลี่ยงฝุ่น ควัน เช่น บุหรี่ หรือ น้ำหอม เพราะอาจทำให้อาการกำเริบได้
5. หากมีอาการภูมิแพ้ต้องรีบรักษา อย่าปล่อยให้มีอาการเรื้อรัง เพราะจะทำให้การรักษายากขึ้น

การรักษาโรคภูมิแพ้

แนวทางการรักษาโรคภูมิแพ้ ได้แก่ ดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันไม่ให้อาการภูมิแพ้กำเริบ หากมีอาการภูมิแพ้เกิดขึ้นก็ต้องใช้ยาเพื่อควบคุมอาการและลดการอักเสบ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งยาชนิดรับประทานและชนิดพ่น และยาที่ใช้ในการรักษาโรคภูมิแพ้ก็มีประสิทธิภาพดีขึ้นมาก แต่โอกาสในการหายขาดนั้นถือว่ายังมีน้อย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีวัคซีนสำหรับโรคภูมิแพ้ ซึ่งเป็นวิธีการรักษาที่ตรงกับโรคมากที่สุดและช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสในการหายขาดจากโรคมากขึ้น โดยผู้ป่วยร้อยละ 70 ที่ฉีดวัคซีนโรคภูมิแพ้ สามารถหยุดยาได้เลย แต่เนื่องจากวัคซีนโรคภูมิแพ้มีความแตกต่างจากวัคซีนที่ใช้ในโรคอื่น ๆ เพราะต้องให้อย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยการฉีดวัคซีนทุกสัปดาห์ติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน หลังจาก 4 เดือนไปแล้วปรับเป็นฉีดเดือนละ 2 ครั้ง และต่อด้วยเดือนละครั้ง จากนั้นต้องมีการฉีดวัคซีน 6 – 10 ครั้งต่อปี อีก 3 – 4 ปี ทั้งนี้เนื่องจากหากให้วัคซีนในโด้สที่สูงเกินไป แทนที่วัคซีนนั้นจะไปช่วยปรับสภาพภูมิให้กลับมาเป็นภูมิต้านทาน อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการแพ้อย่างรุนแรงได้ ซึ่งด้วยข้อจำกัดและระยะเวลาในการฉีดวัคซีนที่ยาวนาน วัคซีนจึงไม่ได้เป็นตัวเลือกแรกในการรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ แต่เป็นตัวเลือกสำหรับผู้ป่วยมีอาการภูมิแพ้อย่างรุนแรงหรือมีอาการข้างเคียงจากการใช้ยา

ดูแลร่างกาย...ห่างไกลโรคภูมิแพ้

สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ หากมีประวัติคนในครอบครัวมีอาการของโรคภูมิแพ้ แสดงว่ามีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคภูมิแพ้ และหากดูแลสุขภาพไม่ดีพอก็มีโอกาสที่อาการภูมิแพ้จะกำเริบได้ ดังนั้นจึงควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรง โดยหลีกเลี่ยงการนอนดึก หากจำเป็นต้องไปอยู่ในที่ที่มีฝุ่นหรือควัน ก็ต้องใช้หน้ากากหรือผ้าชุบน้ำปิดจมูก และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่หากป่วยเป็นโรคภูมิแพ้แล้ว ก็ควรรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด สำหรับในกรณีของยาพ่นจมูก หากซื้อจากร้านยามาใช้เอง ควรปรึกษาเภสัชกรเกี่ยวกับการใช้ด้วย เนื่องจากยาพ่นจมูกบางชนิด หากใช้ติดต่อกันเกิน 7 วัน อาจจะทำให้เกิดการดื้อยาได้