รายการ : “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ”

ออกอากาศทาง : สถานีวิทยุ จส. 100 (FM 100 MHz.)

วัน และ เวลาออกอากาศ : วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2555 เวลา 14:15 น. – 14:30 น.



ภญ.ณีรนุช ทรัพย์ทวี

ผู้จัดการสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย)

การใช้ยาให้ได้ประโยชน์และผลการรักษาที่ดี

การใช้ยานับเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่ก็มีคนจำนวนมากใช้ยาอย่างผิดวิธี และส่งเสียผลต่อการรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประสิทธิภาพในการรักษารวมไปถึงสุขภาพของผู้ใช้ยา

รายการ “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ” ช่วงสุขภาพดีกับพรีม่า ในครั้งนี้ ได้มีการพูดคุยกับภญ.ณีรนุช ทรัพย์ทวี ผู้จัดการสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) เกี่ยวกับการใช้ยาอย่างถูกต้อง ได้ประโยชน์ และได้ผลการรักษาที่ดี

ใช้ยา...ปรึกษาเภสัชกร

การใช้ยาอย่างถูกต้องเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาพยาบาล เพราะหากใช้ยาอย่างไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่โทษอย่างมหันต์ได้

สำหรับปัญหาเรื่องการใช้ยาที่พบได้บ่อยในคนไทยก็คือการแพ้ยา การใช้ยาเกินขนาด ใช้ยาในขนาดที่ไม่เหมาะสม และใช้ยาไม่ถูกกับโรค โดยส่วนหนึ่งอาจเกิดจากความเข้าใจผิดของผู้ป่วย ซึ่งเภสัชกรจะมีหน้าที่ทบทวนยาเกี่ยวกับขนาดของยา วิธีการรับประทาน ดังนั้นการปรึกษาเภสัชกรเรื่องการใช้ยาก็จะช่วยให้ผู้ป่วยใช้ยาอย่างถูกต้องเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

หลักการใช้ยาแก้อักเสบที่ถูกต้อง

ก่อนใช้ยาแก้อักเสบ สิ่งที่ต้องปฏิบัติคือพิจารณาถึงความจำเป็นในการใช้ยา โดยยาแก้อักเสบจะใช้ในกรณีที่มีการติดเชื้อแบคทีเรีย แต่มักมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่น หากมีอาการเจ็บคอซึ่งส่วนใหญ่สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัส แต่หลายคนก็เลือกที่จะซื้อยาแก้อักเสบมาใช้ ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาการดื้อยาในที่สุด

วิธีการเก็บยาเหน็บทวารอย่างถูกต้องเหมาะสม

สำหรับยาบางตัว เช่น ยาเหน็บทวาร ซึ่งคนทั่วไปอาจคิดว่าสามารถเก็บเอาไว้ที่อุณหภูมิห้องได้ แต่เนื่องจากประเทศไทยมีอากาศร้อน หากเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องก็อาจจะทำให้ยานิ่มลง และไม่สามารถนำไปใช้เหน็บทวารได้ ดังนั้นจึงควรเก็บยาใส่ตู้เย็นในช่องธรรมดา ซึ่งยาจะอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสมและคงสภาพเดิม ส่วนในรายที่ต้องใช้ยาทันทีแต่ยาได้นิ่มไปแล้ว ก็สามารถที่จะนำยาไปแช่ตู้เย็นสักประมาณ 5 นาที ยาก็จะกลับไปอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้เช่นกัน

ยาเหน็บช่องคลอดใช้วิธีอมก็ได้

สำหรับยาเหน็บช่องคลอด เป็นยาที่ทำจากเบสของโพลีเอทธิลีนกลัยคอล ซึ่งสามารถรับประทานได้ เดิมที่มีวิธีการรักษาโดยให้อมยาเหน็บช่องคลอดนั้น เป็นเพราะทางการแพทย์ยังไม่มียาที่ใช้รักษาเชื้อราในช่องปาก จึงนำยาตัวนี้มาใช้ในลักษณะเฉพาะที่ เพื่อให้ยาได้สัมผัสกับพื้นผิวภายในปากในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ปัจจุบันมีการผลิตยาอมสำหรับฆ่าเชื้อราในช่องปากออกมาใช้แล้ว และเป็นยาที่มีราคาไม่แพงด้วย

ยาสตรี...ใช้อย่างไร?

ส่วนประกอบของยาสตรี ส่วนใหญ่จะเป็นสมุนไพร เช่น ขิง ไพล พริกไทย เทียนดำ เทียนแดง อบเชย โกฐเชียง (ตังกุย) ว่านชักมดลูก โดยที่โกฐเชียงและว่านชักมดลูกจะมีสารสำคัญชื่อไฟโตเอสโตรเจนซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ร่างกายของเพศหญิงต้องการ และทำให้แสดงลักษณะของเพศหญิง อย่างเช่นการตกไข่ การมีประจำเดือน ซึ่งการรับประทานยาสตรีก็เพื่อการปรับสมดุลให้ประจำเดือนมาปรกติ ส่วนสรรพคุณอื่น ๆ เช่น ช่วยบำรุงโลหิต บำรุงร่างกาย ท้องอืด ท้องเฟ้อ ยาสตรีก็มีส่วนช่วยได้ แต่ไม่ได้มีฤทธิ์โดยตรงในการขับประจำเดือน นอกจากนั้นยังใช้แอลกอฮลล์ในการสกัดสารไฟโตเอสโตรเจน หากรับประทานยาสตรีมาก ๆ ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาติดแอลกอฮอล์ได้ ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เช่นเดียวกับยาแก้ไอซึ่งบางชนิดมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือยาบางตัว จึงทำให้คนที่ชอบในฤทธิ์ไม่พึงประสงค์ของยานั้น ๆ ใช้ยาบ่อย ๆ แม้ไม่ได้มีอาการไอ ซึ่งการใช้ยาแบบนี้จะก่อให้เกิดโทษมากกว่าเกิดประโยชน์

เอกสารกำกับยา ดาบสองคม

เอกสารกำกับยาส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลที่ได้จากการศึกษาหรือมีรายงานเกี่ยวกับยาตัวนั้น ทำให้ในเอกสารกำกับยามีคำเตือนเกี่ยวกับผลข้างเคียงของยามากมาย ซึ่งการใช้ยาจริงอาจจะไม่เกิดผลข้างเคียงเหล่านั้นก็ได้ โดยแพทย์และเภสัชกรที่สั่งใช้ยาก็จะมีการติดตามผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งหากมีอาการไม่พึงประสงค์ร้ายแรงก็อาจจะสั่งห้ามใช้ และอาจจะมีข้อห้ามผู้ป่วยบางกลุ่มด้วย อย่างไรก็ตามผู้ป่วยไม่ควรไปซื้อยาใช้เอง เนื่องจากอาจเกิดอันตรายขึ้นได้

ยาก่อนอาหาร...รับประทานอย่างไร?

ยาที่กำหนดให้มีการรับประทานก่อนอาหาร ควรรับประทานก่อนรับประทานอาหารประมาณ 30 นาที ทั้งนี้ เนื่องจากอาหารจะมีผลต่อการดูดซึมของยาบางชนิด เช่น เพนนิซิลิน หรือ แอมพิซิลลิน โดยทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ไม่ดี และอาจจะถูกทำลายจากกรดกระในกระเพาะอาหาร ดังนั้นจึงต้องทำให้ยาออกฤทธิ์ก่อนที่อาหารจะไปถึงกระเพาะอาหาร

ในกรณีที่ลืมรับประทานยาก่อนอาหารและรับประทานอาหารไปแล้ว ควรทิ้งระยะเวลาหลังรับประทานอาหารไว้ประมาณ 2 ชม. แล้วจึงรับประทานยานั้น ส่วนการนำยาที่ลืมรับประทานไปรับประทานเพิ่มร่วมกับยาที่ต้องรับประทานในครั้งต่อไป เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง และอาจเกิดอันตรายต่อผู้ใช้ยาได้ นอกจากนั้นยังไม่ควรรับประทานยาตอนท้องว่างและรู้สึกหิวมาก ๆ เนื่องจากยาอาจถูกทำลายโดยกรดที่หลั่งออกมาในกระเพาะอาหารได้

การรับประทานยาที่มีผลข้างเคียงทำให้ง่วงนอน

สำหรับยาที่มีผลข้างเคียงทำให้ง่วงนอน จะมีคำเตือนระบุในฉลากยาว่าเป็นยาที่มีผลทำให้ง่วงซึมและมีผลต่อการปฏิบัติงาน ทั้งนี้เนื่องจากยาจะทำให้เกิดอาการง่วงซึม หรือทำให้การควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายช้ากว่าปรกติ ทำให้ไม่มีสมาธิในการทำงาน จึงเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ดังนั้นหากแพทย์หรือเภสัชกรสั่งใช้ยาที่ผลข้างเคียงทำให้ง่วงนอนวันละ 1 เม็ด ก็ควรเลือกรับประทานในช่วงก่อนนอน

อย่างไรก็ตามผลข้างเคียงที่ทำให้ง่วงนอนจะขึ้นอยู่กับความทนของผู้ป่วยแต่ละรายด้วย โดย 1 – 2 วันแรกที่รับประทานยา ผู้ใช้ยาอาจจะมีอาการง่วงซึม แต่หลังจากนั้นร่างกายก็จะมีการปรับตัว ทำให้ไม่ง่วงจากการรับประทานยาตัวนี้ แต่ก็ควรระวังเนื่องจากยายังมีผลต่อการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายด้วย

ก่อนการใช้ยาควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อน และเวลาไปใช้บริการที่ร้านยาก็ควรถามหาเภสัชกรรวมทั้งสอบถามทุกครั้งว่ายาที่ได้รับมาเป็นยาอะไร ใช้รักษาอาการอะไร และควรอ่านฉลากยาก่อนการใช้ยาทุกครั้งด้วย

คำถามจากผู้ฟังทางบ้าน

Q:การรับประทานยาคุมกำเนิดเพื่อรักษาสิว ดีหรือไม่ดี?

A: ยาคุมกำเนิดโดยทั่วไปจะมีผลในการคุมกำเนิดเท่านั้น แต่มียาคุมกำเนิดอยู่ชนิดหนึ่งที่มีฤทธิ์ลดสิว หน้ามัน ขนดก ซึ่งหากต้องการรับประทานยาคุมกำเนิดตัวนี้เพื่อรักษาสิวก็จะช่วยได้ อย่างไรก็ตามยาตัวนี้ก็จะมีผลข้างเคียงระหว่างการใช้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ ประจำเดือนมากระปริดกระปรอย ซึ่งหากเกิดผลข้างเคียงก็ควรปรึกษาเภสัชกรเกี่ยวกับการใช้ยาด้วย