รายการ : “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ”

ออกอากาศทาง : สถานีวิทยุ จส. 100 (FM 100 MHz.)

วัน และ เวลาออกอากาศ : วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม 2555 เวลา 14:15 น. – 14:30 น.



ปัญญวีร์ ชัยยะศิริสุวรรณ

กรรมการฝ่ายวิชาการ ชมรมสายใยความหวังผู้ป่วย

ดูแลผู้ป่วยอย่างไร...ไม่ให้ตนเองป่วยตาม

ในกรณีของผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วย อาจจะทำให้หลายท่านมีความเครียด มีความกังวล ซึ่งรายการ “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ” ช่วงสุขภาพดีกับพรีม่าในครั้งนี้ มีคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วย โดยป้องกันไม่ให้ตนเองป่วยตามไปด้วยมาฝากกัน โดยในวันเสาร์สิ้นเดือนเช่นนี้ จะมีการแบ่งปันความหวังและกำลังใจจากประสบการณ์ต่าง ๆ ซึ่งชมรมสายใยความหวังผู้ป่วยจะนำเรื่องราวดี ๆ จากผู้ที่มีประสบการณ์ในการดูแลตนเองและดูแลสุขภาพในทุก ๆ ด้านมาร่วมแบ่งปันกัน และในครั้งนี้ก็ได้รับเกียรติจากคุณปัญญวีร์ ชัยยะศิริสุวรรณ หรือ คุณจ้อย กรรมการฝ่ายวิชาการ ชมรมสายใยความหวังผู้ป่วย มาร่วมพูดคุยในรายการ

โรคภัยไข้เจ็บ

เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ บางรายก็มีโรคติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งจะต้องดูแลเพื่อให้สามารถมีชีวิตอยู่กับโรคได้อย่างมีความทุกข์ทรมานน้อยที่สุด ส่วนบางก็มาพบโรคในภายหลัง เช่น โรคหวัด ซึ่งแต่เดิม อาจจะไม่ต้องรับการรักษา แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ร่างกายมนุษย์อ่อนแอมากขึ้น แม้กระทั่งโรคหวัดก็ต้องได้รับการดูแลรักษา เพราะหากไม่ดูแลให้ถูกต้องเหมาะสม ก็อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพเพิ่มมากขึ้นได้

วิธีการดูแลตนเอง

วิธีการดูแลเองโดยทั่วไปของทั้งผู้ป่วยและผู้ที่ไม่ได้ป่วยคือการเสริมสร้างสุขภาพตามหลัก 5 อ ซึ่งได้แก่ อาหาร อากาศ อารมณ์ อุจจาระ และ ออกกำลังกาย โดยต้องทำอย่างสม่ำเสมอ อีกส่วนหนึ่งคือการป้องกันไม่ให้สุขภาพทรุดโทรมลงไปกว่าเดิม โดยในคนปรกติที่ยังไม่มีโรคก็ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อเฝ้าระวังโรคในเบื้องต้น แต่ในกรณีของผู้ที่มีโรคประจำตัวก็ควรไปพบแพทย์ รับประทานยาอย่างต่อเนื่อง และค้นหาความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองเพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบันการค้นหาความรู้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ไม่ใช่เรื่องยาก นอกจากทางหนังสือหรืออินเทอร์เนตแล้ว ยังมีสมาคมและชมรมเกี่ยวกับโรคต่าง ๆ ที่ยินดีจะให้ข้อมูลกับผู้ที่สนใจด้วย ซึ่งทางชมรมสายใยความหวังผู้ป่วยก็เป็นหนึ่งในองค์กรดังกล่าว

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดูแลสุขภาพ

ในการดูแลสุขภาพ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือ“หัวใจ” เนื่องจากเป็นอวัยวะที่เล็กที่สุดแต่ต้องทำงานหนักที่สุด โดยต้องทำงานตลอดเวลาที่เจ้าของร่างกายยังมีชีวิตอยู่ ยิ่งเมื่อเจ้าของร่างกายมีอายุมากขึ้น ก็ย่อมหมายถึงหัวใจทำงานมานาน จึงอาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นกับหัวใจได้ ซึ่งการดูแลหัวใจนั้นต้องดูแลให้ครบรอบด้าน ทั้งดูแลหัวใจซึ่งเป็นอวัยวะ และดูแลหัวใจในด้านนามธรรม ซึ่งได้แก่ การดูแลจิตใจ อารมณ์ ความรู้สึก ให้เป็นปรกติ

การดูแลอวัยวะที่เรียกว่าหัวใจ ทำได้ง่าย ๆ โดยการจับวัดชีพจรของตนเอง โดยค่าชีพจรควรจะอยู่ที่ระหว่าง 60 – 100 ซึ่งหากตัวเลขต่ำหรือสูงกว่านี้มากก็อาจจะเป็นอันตรายได้ ส่วนการดูแลจิตใจ สามารถทำได้โดยทำจิตใจให้สดใส ร่าเริง ไม่เครียด และมองโลกในแง่บวก

วิธีรับมือกับความเครียด

วิธีรับมือกับความเครียดคือการใช้ความคิดเพื่อแก้ไขปัญหาและทำในสิ่งที่ทำแล้วเกิดประโยชน์ โดยในแต่ละวัน อาจจะเป็นช่วงก่อนนอนหรือตอนตื่นนอน ควรใช้เวลาคิดทบทวนว่ามีอะไรที่ยังทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจ และจำเอาไว้ว่าจะต้องทำอะไรกับเรื่องนี้ต่อไปบ้าง ซึ่งง่าย ๆ ก็คือใช้ความจริงใจและใส่ในการกระทำของตนเอง แต่หากถามตนเองแล้วพบว่าไม่สามารถจะแก้ไขเรื่องนั้น ๆ ได้ การคิดถึงเรื่องนั้นก็เป็นเรื่องที่เสียเวลา ดังนั้นจึงควรจะเลิกคิดและเอาเวลาไปทำสิ่งอื่น ๆ ก็จะช่วยให้ความเครียดสงบลงไปได้

ดูแลผู้ป่วยอย่างไรไม่ให้ป่วยตาม?

ในกรณีที่เราต้องดูแลผู้ป่วย อันดับแรกให้สมมุติว่าหากเราป่วยเราต้องการให้คนรอบข้างปฏิบัติตัวกับเราอย่างไร และทำกับคนที่ป่วยเหมือนอย่างที่เราอยากได้ โดยในกรณีที่ต้องดูแลผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นญาติ คนใกล้ชิด หรือ เพื่อนฝูง อย่างแรกคือต้อง “รู้” โดยต้องรู้ว่าเขาป่วยเป็นอะไร หากไม่รู้ก็ต้องบอกให้เขาไปพบแพทย์ และอย่าพูดในเรื่องที่เกินจริง ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ป่วยใจเสียและรู้สึกป่วยมากกว่าที่เป็นจริงได้ และเมื่อทราบแล้วว่าเขาป่วยเป็นโรคอะไรก็ต้อง “รอ”ว่าเขาอยากจะได้ความคิดเห็นจากเราหรือไม่ อยากบอกเราหรือไม่ หากเขาอยากบอกเพราะอยากได้คำปรึกษาเรื่องอาการป่วย หรืออยากบอกเพื่อให้เราให้กำลังใจ เราก็ควรให้สิ่งนั้นแก่เขา ซึ่งเรียกว่าการให้อย่างถูกที่ ถูกเวลา และถูกคน และหลังจากรอแล้วก็คือการ “รับ” หรือการตั้งรับ ซึ่งได้แก่การรับฟังอย่างตั้งใจ แต่ไม่เอามาใส่ใจ คือทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดีแต่ไม่ควรกังวลใจตามผู้ป่วยไปด้วย

การดูแลผู้สูงอายุ

ในบางรายที่บิดาหรือมารดาป่วยและตนเองต้องทำงานก็จะจ้างคนมาดูแลแทน ซึ่งความรู้สึกของคนป่วยจะไม่เหมือนกับการที่ลูกมาดูแลเอง เพราะฉะนั้นสำหรับคนในวัยทำงานควรจะจัดเวลาใหม่ โดยให้เวลาหนึ่งในสี่ของชีวิตกับครอบครัว เช่น โทรกับบ้านทุกวัน กลับบ้านต่างจังหวัดทุกสัปดาห์ ซึ่งกำลังใจที่มาจากคนในครอบครัวเดียวกันเป็นสิ่งที่ต้องมาก่อนอย่างอื่น และหากเริ่มต้นให้กำลังใจกับคนในครอบครัวได้ เราก็สามารถที่จะให้กำลังใจกับสังคมรอบด้านได้ด้วยเช่นกัน

ข้อคิดในการใช้ชีวิต

ชีวิตมนุษย์ไม่ยืนยาว หากมีโอกาสควรรีบทำความดี โดยการที่จะรู้ว่าเราทำดีหรือไม่ ก็คือเราต้องหมั่นที่จะปรับตัวให้เข้ากับสังคม เข้ากับสภาวะแวดล้อม ในการทำงานเราต้องแข่งขัน ต้องเครียด ก็ควรทำแต่พอประมาณ อย่าไปคิดเอาชนะมากเกินไปจนทำให้เราทุกข์ นอกจากนั้นยังต้องปรุงใจ คือทำจิตใจให้สดชื่น แจ่มใส มีความสุข คิดว่าชีวิตนี้มันสั้น เราต้องทำวันนี้ให้มีความสุข หากมีโรคประจำตัวหรือเจ็บป่วยก็อย่าท้อแท้ และพยายามหาความรู้ว่าต้องดูแลตนเองอย่างไร โดยควรอยู่แบบกายป่วยแต่ใจไม่ทุกข์ ส่วนคนที่ต้องดูแลคนป่วยก็ให้คิดเสมอว่าคนป่วยต้องการการดูแลและกำลังใจจากท่าน หากท่านดูแลคนป่วยแต่ทุกข์มากกว่าคนป่วย คนป่วยก็จะยิ่งเจ็บปวดมากยิ่งกว่า ท่านจงคิดว่าการได้ดูแลผู้อื่นถือเป็นการเสียสละ “คิดใหม่ ทำใหม่ ปรับตัว ปรับปรุงใจตั้งแต่วันนี้ ชีวิตที่เหลืออยู่จะได้มีคุณค่าทั้งกับตนเองและผู้อื่น”