ผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมยานวัตกรรม ต่อระบบสุขภาพ สังคมและเศรษฐกิจ


ยานวัตกรรมทำให้สุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น

คนส่วนใหญ่จะนึกถึงสุขภาพก็ต่อเมื่อตนเองป่วย เมื่อป่วยก็ต้องการเข้าถึงการรักษาที่ดีที่สุด ซึ่งนอกเหนือไปจากแพทย์ที่เก่งที่สุดและสถานพยาบาลที่ดีที่สุดแล้ว ยานวัตกรรมก็มีบทบาทสำคัญกับการให้การรักษาที่ดีที่สุดด้วยเช่นกัน

ยา วัคซีน และยาชีววัตถุใหม่ๆ ช่วยให้คนมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพขึ้น เปลี่ยนโรคติดเชื้อเอชไอวีและโรคมะเร็งบางชนิดให้มาอยู่ในภาวะที่รักษาได้ ลดผลกระทบเชิงสุขภาพที่เกิดจากโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน กระดูกพรุน ข้ออักเสบรูมาตอยด์ ฯลฯ และรับมือกับภาวะที่ซับซ้อนที่สุด ช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคเรื้อรัง ลดอัตราการเข้าห้องฉุกเฉิน ลดระยะเวลาการรักษาตัวในโรงพยาบาล และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงจากการผ่าตัดและการพักฟื้น ซึ่งยานวัตกรรมมีคุณค่าต่อชีวิตของผู้ป่วยและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณในระบบสุขภาพอย่างที่หลายคนอาจไม่คาดคิด เช่น

  • ในแต่ละปีวัคซีนสามาถช่วยรักษาชีวิตเด็กได้มากกว่า 2.5 ล้านคน การรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคในแอฟริกาในระหว่างปี 2543-2556 ช่วยลดการเสียชีวิตจากโรคหัดได้ถึงร้อยละ 75 (ซึ่งลดการเสียชีวิตร้อยละ 92 ในระหว่างปี 2543-2551)
  • ยานวัตกรรมลดอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยโรคต่างๆ เช่น เอชไอวี/เอดส์ มะเร็ง โปลิโอ และโรคหัดลดลงอย่างมาก เช่นอัตราการเสียชีวิตจากโรคเอดส์ลดลงจาก 16.2 ต่อ 100,000 ในปี 1995 เป็น 2.1 ต่อ 100,000 ในปี 2013 (ลดลงร้อยละ 87)
  • ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าค่าใช้จ่ายด้านยาช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
    • ทุก 1 เหรียญสหรัฐสำหรับค่าวัคซีน ช่วยประหยัดค่ารักษาโรคที่จะเกิดขึ้นหากไม่ฉีดวัคซีน 10.20 เหรียญสหรัฐ
    • ทุก 1 เหรียญสหรัฐของค่ายาใหม่ในการรักษาโรคหัวใจล้มเหลว (Congestive Heart Failure) ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากการรักษาด้วยวิธิอื่นถึง 8.39 เหรียญสหรัฐ
    • ทุก 1 เหรียญสหรัฐสำหรับค่ายา จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากการพักรักษาตัวในโรงพยาบาลมากกว่า 2 เหรียญสหรัฐ
  • มีประชากรโลกกว่า 500 ล้านคนได้รับภูมิคุ้มกันโรค ตั้งแต่ปี 2000

อุตสาหกรรมยานวัตกรรมช่วยพัฒนาสังคมองค์ความรู้ และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขัน

การสร้างสรรค์ยานวัตกรรม ก่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ครอบคลุมเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญในการผลิต การวิจัยทางคลินิก การคัดเลือกหรือแบ่งปันฐานข้อมูลสารเคมี ความรู้ในการลงทุนเพื่อเพิ่มคุณภาพการผลิตผ่านการร่วมทุน และจ้างผลิต ความรู้ในการกำกับและมาตรฐานคุณภาพ ความรู้ตลอดห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ ซึ่งมีความจำเป็นในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่มีรายได้น้อยถึงรายได้ปานกลาง ทำให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์และเครื่องมืออุปกรณ์ที่จะทำให้เกิดความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมและกระบวนการผลิต เพื่อความมั่นคงทางยา ลดการพึ่งพาการนำเข้า พัฒนาความสามารถของแรงงานในประเทศ


อุตสาหกรรมยานวัตกรรมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมยานวัตกรรมมีส่วนช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจโลก สร้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อม หรือการค้าในระดับส่งออกหรือนำเข้า การลงทุนในส่วนต่างๆของกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรม และเกิดการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องทั้งในการวิจัยและการผลิต ตลอดจนธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจต่อเนื่องอื่นๆอีกมากมาย นอกจากนี้ ยาใหม่ที่ได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น จะช่วยให้คนกลับเข้าสู่การทำงานเพิ่มขึ้น ลดอัตราการว่งงานและทุพพลภาพ เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมยาสามัญ ซึ่งจะช่วยต่อยอดในการสร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจอย่างครบวงจร อุตสาหกรรมยานวัตกรรม สร้างการจ้างงานที่มีทักษะและองค์ความรู้ด้านสาธารณสุขกว่าหมื่นตำแหน่งในประเทศไทย ซึ่งบุคลากรในอุตสาหกรรมยานวัตกรรมเหล่านั้นยังได้รับความรู้ทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขตลอดจนเทคโนโลยีใหม่ การฝึกอบรมและประสบการณ์อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ที่ติดตัวไปตลอด ที่จะสามารถพัฒนาธุรกิจของตนเอง เป็นการต่อยอดการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศได้อีกมากมาย

ตัวเลขการสร้างเศรษฐกิจและสุขภาพของอุตสาหกรรมยา (Pharma by Number)
จากข้อมูลของสมาชิก IFPMA

(International Federation of Pharmaceutical Manufacturers & Association)

o ในปี 2015 อุตสาหกรรมยาใช้เงินลงทุนสำหรับการวิจัยและพัฒนายานวัตกรรมต่อปีไปกว่า 141.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเปรียบเทียบงบประมาณที่ใช้ในการวิจัยและพัฒนาของอุตสาหกรรมยาชีวภาพต่อปีแล้ว พบว่าสูงกว่าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับทางทหารและอวกาศยานถึง 5 เท่า โดยมีโครงการพัฒนาในโรคดังต่อไปนี้เช่น
  • มะเร็งมี 1,813 โครงการ
  • เบาหวานมี 475 โครงการ
  • เอชไอวี/เอดส์ 159 โครงการ
  • โรคหลอดเลือดหัวใจ 559 โครงการ

o ในปี 2014 พบว่ามีโครงการวิจัยและพัฒนายาสำหรับประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะ 186 โครงการ

o การวิจัยพัฒนาการรักษาโรคเขตร้อนที่ถูกละเลย (NTDs - Neglected Tropical Diseases)
  • สมาชิก IFPMA เป็นผู้ให้ทุนในการวิจัยพัฒนาการรักษาโรคกลุ่มดังกล่าวเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยในปี 2013 ได้มีการให้ทุนวิจัยไปกว่า 401.2 ล้านเหรียญสหรัฐ
  • จัดตั้งศูนย์วิจัย 8 แห่งที่มุ่งทำการวิจัยสำหรับวิธีการรักษาใหม่ให้กับโรคกลุ่มนี้โดยเฉพาะ
  • ร้อยละ 88 ของโครงการเกิดจากความร่วมมือของสมาชิก IFPMA และภาคีเครือข่ายซึ่งมีมากกว่า 80 กลุ่ม จากทั้งภาคมหาวิทยาลัย ภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม


o ตลาดอุตสาหกรรมยาจะเติบโตเป็น 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2018

o ในปี 2012 อุตสาหกรรมยาได้ทำให้เกิดผลผลิตมวลรวมโลก (World GDP) คิดเป็นมูลค่า 436,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเทียบเท่ากับขนาดเศรษฐกิจของอาร์เจนตินาทั้งประเทศ

o อุตสาหกรรมยาในระดับโลก (รวมไปถึงยาสามัญ) ได้จ้างแรงงานรวม 4.4 ล้านตำแหน่ง และจ่ายเงินเป็นเงินเดือน 91,300 ล้านเหรียญสหรัฐ